วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปท.ชำแหละจุดอันตราย นิโทษเหมาเข่ง

"ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีการหลอกพี่น้องเสื้อแดงได้สำเร็จก็จะเกิดประชาชน 2 ฝ่าย ที่มีความเห็นต่างกัน เข้าห้ำหั่นกันเอง"

สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้ประชุมตัวแทนองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศ เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.... (ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) ที่หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวานนี้ (27 ต.ค.)

โดยบรรยากาศในช่วงเช้า นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการสภาปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้นำประชาชนที่เข้าร่วมประชุมกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ และประกาศเจตนารมณ์ “ในการโค่นระบอบเผด็จการทุนสามานย์” มีเนื้อหาบางตอนระบุว่า

ระบอบทักษิณที่มีแนวทาง "ของทักษิณ โดยทักษิณ เพื่อทักษิณ" ได้ก่อให้เกิดวิกฤติของสังคมไทยอย่างรุนแรงในทุกๆ ด้านได้พัฒนาเข้าสู่ระบอบเผด็จการทุนนิยมสามานย์ โดยเฉพาะในระยะนี้ได้ทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง เช่นโครงการจำนำข้าว รถยนต์คันแรก เป็นต้น แล้วมีแผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่คนไทยต้องใช้หนี้อีก 50 ปี รวมถึงกรณีเขาพระวิหาร

นอกจากนี้ยังออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอย เพื่อตนเอง ครอบครัว เพื่อนพ้อง และบริวาร แล้วยังท้าทายพระราชอำนาจ โดยบังอาจนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว.ที่รอคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ

ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชนจึงร่วมกันชูธงสามัคคีประชาชนทุกภาคส่วนที่มีอุดมการณ์และมุ่งมั่นเดียวกัน ออกมาร่วมกันโค่นระบอบเผด็จการทุนสามานย์ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทย โดยไม่เกรงกลัวต่อภยันอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น และในการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงที่ชัยชนะจะต้องเป็นของประชาชนอย่างแน่นอน อำนาจรัฐจะต้องเป็นของประชาชน และประชาชนจากทั่วประเทศและทั่วโลกจะร่วมกันปฏิรูปประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป

จากนั้นได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง โดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา สปท.ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล้าเดินหน้าในขณะนี้ สถานการณ์ที่ 1 ที่พ.ต.ต.ทักษิณ คิดไว้คือ จะทำอย่างไรไม่ให้ตนเองต้องสูญเสียและเจ็บตัวเลย ด้วยการใช้วิธีการหลอกให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายออกมา เนื่องจากมั่นใจว่ากลไกรัฐขณะนี้สามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ ข้าราชการยอมอยู่ใต้อำนาจนักการเมือง

สถานการณ์ที่ 2 กระบวนการยุติธรรมที่เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่คงเห็นพฤติกรรมของอัยการและตำรวจที่นอกจากจะรักษากฎหมายแล้ว ยังเป็นกองกำลังที่พร้อมจะทำร้ายประชาชน ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จึงมีกองกำลังอยู่ในมือ จึงทำให้มีความมั่นใจ ขณะเดียวกันฝ่ายทหาร ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ มั่นใจว่ากองทัพไม่กล้าขยับเขยื่อน เพราะกลัววาทะกรรมเรื่องประชาธิปไตย กลัวบาดแผลเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหาร ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ดูแลทหารเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้เกิดการกระเพื่อม ที่สำคัญเขายังมั่นใจว่า ยังมีทหารส่วนหนึ่งที่พร้อมจะยืนเคียงข้างตน

ส่วนกลไกในสภาฯ ก็มีความมั่นใจว่า มีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จ แล้วยังมีการแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ไปถึง ส.ว. หากกฎหมายเสนอไปยัง ส.ว.ย่อมสามารถผ่านไปได้ แม้จะมี ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยบางคนออกมาค้าน แต่เมื่อนับเสียงแล้วน่าจะผ่านไปได้

ขณะที่ภาคประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ใช้ยุทธวิธีเดิมคือ การใช้กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาแล้วใช้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเป็นตัวล่อ แต่เนื่องความโลภต้องการมากเกินไป จึงไปล้ำเส้นคนเสื้อแดงบางส่วนที่เขาต่อสู้เพื่อให้ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นมีจริง ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ทหารที่ไปปฏิบัติหน้าที่ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วให้กระบวนการยุติธรรมตัดสินว่าผิดหรือไม่ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มั่นใจจึงใช้วิธีออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งแทน

"ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีการหลอกพี่น้องเสื้อแดงได้สำเร็จก็จะเกิดประชาชน 2 ฝ่าย ที่มีความเห็นต่างกัน เข้าห้ำหั่นกันเอง สถานการณ์ที่ตามมา คือ เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ตรงนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า จะใช้พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ แล้วก็จะหันไปออกพระราชกำหนดนิรโทษกรรมแทนทันที" นายนิติธร ระบุ

ขณะที่ นายอุทัย ยอดมณี นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ในฐานะตัวแทนนักศึกษา และแกนนำม็อบแยกอุรุพงษ์ ระบุว่า สถานการณ์ในช่วงนี้เกิดจากระบอบทักษิณ ทำให้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งสีเกิดความปั่นป่วน ทางนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นด้วยที่ต้องออกมาผนึกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนเคียงข้างประชาชนที่ยากลำบากต่อสู้มาหลาย 10 ปี บนท้องถนนเพื่อให้เกิดความปกติสุข

"มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง กลุ่มอาชีวะที่เปรียบเหมือนผ้าสีขาวได้ผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็งร่วมกันเดินไปเส้นทางการต่อสู้ระบอบทักษิณที่เข้ามาทำลายแทรกแซงหลักนิติรัฐ นิติธรรม ในการต่อสู้สุดท้ายจะแพ้ชนะหรือออกมาเป็นเช่นไร การออกมาผนึกกำลังกันมั่นใจว่า การต่อสู้ต้องชนะอย่างแน่นอน" นายอุทัย กล่าว

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มกรีน กล่าวว่า กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ใช่จุดเป้าหมายใหญ่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ปลายทางที่หวังคือ การได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ถ้าไปอ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ในมาตรา 3 ระบุว่า บรรดาเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 19 ก.ย.2549 ไปถึง 8 ส.ค.2556 ก็มีนัยยะคร่อมเวลาเอาไว้เป็นเหมือนคำประกาศยึดประเทศไทย

นอกจากจะนิรโทษกรรมให้พี่ชายที่ทำความผิดสำเร็จไปแล้ว ยังนิรโทษกรรมล่วงหน้าให้กับ นางสาวยิงลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกด้วย

"หากภายในสัปดาห์หน้าถ้า ป.ป.ช.ชี้ความผิดเรื่องโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลต้องไปทั้งคณะ หรือศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าคำร้องคัดค้านในการแก้รัฐธรรมนูญนำไปสู่การยุบพรรค ย่อมหมายความว่า ส.ส.และ.ส.ว.กว่า 300 คน ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งเหล่านี้จะเป็นโมฆะไปทั้งหมด ดังนั้นคิดว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเป็นการ set zero คงไม่ใช่ แต่เป็นการกินรวบคนเดียวเท่านั้น" นายสุริยะใส ระบุ