อดีตรมว.พลังงานระบุแก้รธน.ม.190 เพื่อความคล่องตัวการดำเนินงานของรัฐบาล ย้ำรอสภาอนุมัติทุกเรื่องใช้เวลานานเกินไป
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน ในฐานะคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เป็นเรื่องจำเป็น เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงานของรัฐบาลทุกรัฐบาลในการเจรจากับต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อกำลังจะเข้าสู่เออีซีที่มีรายละเอียดที่จะต้องตกลงกันอีกมาก หากรอให้สภาฯ อนุมัติทุกเรื่องจะใช้เวลานานเกินไป ดังนั้นควรให้สภาฯ อนุมัติเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ เท่านั้น สำหรับกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดพาดพิงถึงผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนั้น
อยากให้นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงด้วยว่า กรณีที่กัมพูชาแจ้งเป็นเอกสารว่า รัฐบาลที่แล้วที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขอไปเจอกับรองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ถึง 2 ครั้งคือที่ฮ่องกงในวันที่ 1 ส.ค. 2552 และที่คุนหมิงในวันที่ 16 ก.ค. 2553 โดยอ้างว่าได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ให้มาเจรจา ทั้งๆ ที่มีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่ในขณะนั้น มีรายละเอียดการเจรจาอย่างไร ทำไมต้องแอบเจรจา และมีการเรียกร้องผลประโยชน์หรือไม่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลกัมพูชาไม่ชอบนายอภิสิทธ์และนายสุเทพอย่างมากใช่หรือไม่
นายพิชัย กล่าวอีกว่า ความจำเป็นในการเจรจาเพื่อนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนมาพัฒนาร่วมกันนั้น จะทำให้เกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศ โดยไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะมีความพร้อมมากกว่า และจะทำให้ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มขึ้น โดยทบวงพลังงานระหว่างประเทศหรือไออีเอ ออกมาเตือนแล้วว่า อีก 22 ปีไทยจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางพลังงานมากที่สุด เพราะก๊าซที่ขุดในอ่าวไทยจะหมด จะต้องนำเข้าก๊าซและน้ำมันเกือบทั้งหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาแหล่งพลังงานมาเพิ่ม อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ปฏิรูปตัวเองและพัฒนาทางความคิดตามที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอ ขอให้เห็นประโยชน์ของชาติมากกว่าจะเล่นการเมืองอย่างเดียว


