สภาเริ่มถกร่างแก้รธน.ม.190 มาตรา3 ต่อ "ส.ว."จวกตัดสาระสำคัญ ด้านเศรษฐกิจออก ปิดช่องตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ ในวาระสอง เป็นวันที่2 ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.45 น. โดยยังเป็นการอภิปรายในมาตรา 3 คือหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิ์อธิปไตยหรือเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยชัดแจ้ง หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีบทให้เปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุนต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา นอกจากนั้นต้องมีการออกกฎหมาย เพื่อจัดรับฟังความเห็นของประชาชนต่อหนังสือสัญญา และกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรผู้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่มีความเห็นขัดแย้งว่าหนังสือสัญญาใดที่เข้าข่ายมาตรา 190 หรือไม่
นางพรพันธุ์ บุญยรัตพันธุ์ ส.ว.สรรหา อภิปรายว่า การตัดประเด็นที่ต้องนำประเด็นหนังสือสัญญา หรือ พระราชบัญญัติที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศษฐกิจ หรืองบประมาณของแผ่นดินออกไป ทำให้ตนกังวลว่า ประเด็นที่รัฐบาลเตรียมจะมีการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ร้อยละ 40 ของวงเงินกู้ หรือประมาณ 8 แสนล้านบาทจากต่างประเทศ เป็นสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศไม่ถูกตรวจสอบจากรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วตนยังกังวลที่กรรมาธิการฯ ได้กำหนดให้นำหนังสือสัญญาที่บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือนอกอาณาเขตที่ประเทศมีสิทธิอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามหนังสือสัญญาอย่างชัดแจ้งนั้น หากอนาคตมีการกระทำที่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ประเทศการกำหนดคำว่า “ชัดแจ้ง”นั้นอาจเป็นการปิดช่องไม่ให้รัฐสภาเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
ขณะที่ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ส.ว.สรรหา อภิปรายว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยตัดประเด็นสำคัญ อาทิ การรับฟังความเห็นประชาชน, หนังสือสัญญาที่กระทบต่อเศรษฐกิจ หรืองบประมาณของประเทศ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในหลายมาตรา อาทิ มาตรา 3 วรรคสองว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานรัฐต้อเป็นไปตามหลักนิติธรรม, มาตรา 56 และมาตรา 57 ว่าด้วยสิทธิของประชานในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะนำข้าวไปแลกกกับการให้ประเทศจีนเข้ามาเดินรถไฟในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างไม่สมควรทำ
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีที่อ้างว่ามาตรา 190 เดิมทำให้เกิดความเสียหายนั้น ตนมองว่าต้นเหตุคือหน่วยงานของรัฐที่ทำงานไม่มีประสิทธิ์ภาพ โดยมีตัวอย่าง คือ วาระแจ้งเพื่อทราบกรณีการทบทวนแหล่งเงินกู้จากองค์การความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (ไจก้า) ในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีม่วงระยะที่ 3 วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ไจก้าขอขึ้นดอกเบี้ย จากเดิมที่คิด 0.8 เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ เพราะไทยถูกปรับสถานะจากรายได้ปานกลาง เป็นรายได้ปานกลางระดับสูงโดยประเด็นดังกล่าวถือเป็นปัญหาที่ต้องนำมาเป็นบทเรียน และเป็สิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา 190 เพื่อโอนอำนาจตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญ้ติไปให้ฝ่ายบริหาร





