สภาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย รวมพล "กลุ่มคนต่อต้านรัฐบาล" เดินหน้าฝ่าอำนาจรัฐ ปลุกกระแสการมีส่วนร่วม วาง"พิมพ์เขียวประเทศไทย"
"การปฏิรูปประเทศเป็นทางออกทางเดียว คงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาปฏิรูปประเทศไทย จึงมีการจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศขึ้น โดยเรามีขอบเขตการปฏิรูปคือสร้างความเป็นธรรมในระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการปรับสมดุลระหว่างอำนาจรัฐและสิทธิเสรีภาพของประชาชน..." คมสันต์ โพธิ์คง นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ อธิบายต่อสังคม ถึงเหตุผลในการจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 ขึ้นมา ท่ามกลางวังวนแห่งความขัดแย้งแบ่งฝ่าย ของการเมืองและสังคมไทย
สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 (สปท.) เปิดตัวเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2556 ที่ผ่านมา ครบ 1 เดือนพอดี และมีเครือข่ายกลุ่มต่อต้านรัฐบาลจากทั่วประเทศเข้าร่วม
โครงสร้างของ สปท.ประกอบด้วย แกนนำจากหลากหลายกลุ่มที่รวมตัวกันเป็น คณะกรรมการ สปท.16 คน มีตัวแทนทั้งจากภาควิชาการ ภาคประชาชน อาทิ กลุ่มกรีน กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน(เสื้อหลากสี) กองทัพธรรม กลุ่มเครือข่ายพลังธรรมาธิปไตย เป็นต้น
สปท.วางสถานะตัวเองไว้ว่า จะเป็นองค์กรที่อยู่ถาวร ทำงานแนวระนาบ ลักษณะประสานงาน และทำงานต่อเนื่อง ไม่ผูกอยู่กับวาระรัฐบาลหรือสถานการณ์ทางการเมือง และคณะกรรมการทั้ง 16 คน จะไม่มีแกนนำสูงสุด
ก่อนหน้านี้ สปท.ได้ประชุมเตรียมการมาแล้ว 5 ครั้ง ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางโครงร่างในการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ด้วยการประชุมสมัชชาใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 ต.ค.2556 ที่ผ่านมา
สปท.ได้กำหนดกรอบการทำงานเบื้องต้น ด้วยการเริ่มจัดประชุมสมัชชาทั่วประเทศครั้งแรก ก่อนจะขยายแนวร่วมไปยังเครือข่ายต่างๆ ไปยังระดับภูมิภาค และระดับจังหวัด พร้อมทั้งเตรียมเดินสายพบปะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง นักวิชาการ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด (คู่ขนานไปกับสภาปฏิรูปของรัฐบาล)
โจทย์ใหญ่ของ สปท.ที่ระบุถึง ต้นเหตุที่ปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน จนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวปฏิรูปประเทศไทยทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม คือ
1. ระบบเศรษฐกิจ ที่การเมืองอยู่ภายใต้อำนาจทุนผูกขาดสามานย์ ครอบงำอำนาจรัฐ ขยายไปสู่วงศ์วานและพวกพ้อง ท้ายที่สุดนำไปสู่การเป็นระบบทุนนิยมแบบเผด็จการผูกขาดที่อาศัยคราบประชาธิปไตย
2. ในส่วนของโครงสร้างการเมืองนั้น อำนาจทุนใหญ่ผูกขาดสามานย์ พากันก่อตั้งหรือเข้าครอบครองพรรคการเมือง และสร้างพรรคการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เอื้อให้อำนาจทุนทำการทุ่มเงิน ซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างมโหฬาร เพื่อควบคุมกระบวนการประชาธิปไตย จนนำไปสู่การเกิดระบบเผด็จการรัฐสภา ทำการครอบงำอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ
3. สภาพความเป็นจริงของสังคมการเมือง ที่ไม่ใช้หลักเหตุผลที่ถูกต้อง หากแต่ใช้การบิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริง สร้างเหตุผลเฉพาะ เพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมผลประโยชน์ของตนจนนำไปสู่ความสับสนอย่างรุนแรง
โดยคำประกาศหรือแถลงการณ์ครั้งแรก ในการประชุมสมัชชาใหญ่ทั่วประเทศ สปท.ได้ระบุถึงสถานการณ์ปัญหาในประเทศไทยขณะนี้ และบางส่วนได้ยกระดับเป็นวิกฤติชาติไปแล้ว คือ
ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ด้วยการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดให้คนกระทำผิด การที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งที่การชุมนุมไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายหรือสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสีย ซึ่งเป็นการตอกย้ำความขัดแย้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ที่จะทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ และการที่รัฐบาลละเลยต่อการแก้ปัญหาพื้นฐาน คุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มภาระทางการเงินการคลัง ด้วยการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท
คมสันต์ โพธิ์คง ลงรายละเอียดว่า "จะต้องมีการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมกับปฏิรูปด้านต่างๆ อย่างการจัดสรรให้งบประมาณ โดยกรอบโครงสร้างการบริหาร ต้องมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการ เพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซง รวมถึงเน้นการปราบปรามการทุจริตคอรัปชันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเสียใหม่ ไม่ให้มีกลุ่มทุนเข้าไปครอบงำระบบต่างๆ รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสังคมไทย ที่เป็นประเทศเกษตรกรรม"
เป้าหมายสำคัญ ภายในสิ้นปี 2556 นี้ สปท.เตรียมเปิดพิมพ์เขียวประเทศที่ระดมความคิดเห็นมาจากประชาชนทั่วประเทศ
"การจัดตั้งอำนาจประชาชนขึ้นมาในทุกจังหวัด เพื่อถ่วงดุลกับอำนาจรัฐและอำนาจทุน ดังนั้นการประชุมสมัชชาประชาชนจึงถือเป็นการสถาปนาอำนาจของประชาชน" พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต 1 ใน 16 กรรมการ สปท.ระบุถึง เป้าหมายขั้นต่อไปของ สปท.
สุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มกรีน และกรรมการ สปท.ขยายความต่อว่า "การประชุมครั้งต่อไป จะขยับลึกลงไปถึงระดับภาคและจังหวัด คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถจัดประชุมได้อีก 2 ครั้ง ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดพิมพ์เขียว โดยผ่านการแสดงความเห็นและการทำแบบสอบถาม หลังจากนั้นฝ่ายวิชาการก็จะไปสังเคราะห์ออกมาเป็นกรอบ ก่อนจะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง คล้ายกับการแปรญัตติ คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้ จะมีพิมพ์เขียวที่เกิดจากประชาชนอย่างแท้จริงออกมา"
นอกจากนี้ ยังมีความอิสระภายใต้การรวมตัวของ สปท.ที่พร้อมหนุนให้ทุกกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลออกมาแสดงพลัง รวมทั้งเดินหน้าขยายเครือข่ายออกไปเรื่อยๆ
สุริยะใส ระบุว่า "ทุกแนวร่วมของ สปท.ถือเป็นอิสระต่อกัน โดยไฟเขียวให้ทุกเครือข่ายที่เข้าร่วมมีอิสระในการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมต่อสู้ เคลื่อนไหวกับม็อบต้านรัฐบาลกลุ่มใดก็ได้ ล่าสุด 16 กรรมการ สปท.ได้หารือกับแกนนำหลายเครือข่าย และมีแนวคิดร่วมกันว่า จะสร้างเครือข่ายขึ้นมาใหม่เพิ่มเติมจากกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ โดย สปท.จะทำหน้าที่ประสานกับทุกกลุ่ม ที่ต่อสู้และเผชิญหน้ากับระบอบทักษิณ เบื้องต้นได้พูดคุยกับ กปท.และ คปท.รวมถึงหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ขณะนี้แล้ว คิดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ น่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวใหม่ออกมา"
ขณะที่บทบาทพี่เลี้ยงอย่าง สปท.ก็จะเน้นการเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเครือข่ายภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น
ความเคลื่อนไหวของสภาประชาชนปฏิรูปประเทศ เวทีภาคประชาชน ที่กำลังเคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับเวทีปฏิรูปการเมือง ตามแนวคิดของ(ผู้มีอำนาจเหนือ)นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะฝ่ากระแสอำนาจรัฐไปได้ไกลถึงไหน ต้องลุ้นกันทุกชอต!
คณะกรรมการสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556
1. บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)
2. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองคณบดีฝ่ายวิชาการคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า
3. อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
4. คมสัน โพธิ์คง อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการภายใน (บริหาร) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์
5. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
6. สุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มกรีน
7. ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน และผู้ประสานงานกองทัพธรรม
8. สมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย
9. ชัยพันธุ์ ประภาสะวัต ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อสิทธิชุมชน และแนวร่วมภาคีคนฮักเชียงใหม่
10. ยรรยง เสรีรัตน์ ประธานชมรมผู้ประกอบการค้าปลีก-ส่งจังหวัดชัยภูมิ
11. อำพา สันติเมทนีดล อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโส
12. ระวี มาศฉมาดล อดีตเลขาธิการพรรคพลังธรรม และประธานคณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองใหม่ ประจำ จ.สุราษฎร์ธานี
13. สุริยนต์ สุวรรณวงศ์ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่ง อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.พรรคพลังเครือข่ายประชาชน
14. อุทัย ยอดมณี นายกองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง
13. อัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์ อดีตนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
16. สุพา ค้าสุจริต


