วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ม็อบเตรียมกลับทำเนียบฯ สั่งปิด14ถนนสกัด

แกนนำกปท.เปิดแผน14ตุลา ระดมพลไล่รัฐบาล รณรงค์นัดหยุดงานทั่วประเทศ เล็งนำม็อบกลับทำเนียบฯอีกรอบ "ไม่ชนะไม่เลิก" บช.น.สั่งปิด 14 ถนน สกัดม็อบ

แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.)ประกาศเตรียมระดมพล นัดหยุดงานทั่วประเทศ เพื่อขับไล่รัฐบาล โดยเตรียมนำประชาชนที่ชุมนุมอยู่ที่สวนลุมพินีกลับไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง แม้จะเป็นพื้นที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ชุมนุมบริเวณแยกอุรุพงษ์ ก็ยืนยันว่าจะชุมนุมต่อเนื่องและไม่ย้ายสถานที่

นายไทกร พลสุวรรณ ผู้ประสานงานกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) เขียนข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ต.ค.2556 ว่า "14 ตุลา 56 วันขับไล่ทรราชย์ กองทัพประชาชนฯ ระดมพลนัดหยุดงานทั่วประเทศ..ไม่ชนะไม่เลิก"

นายไทกร ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดหมายดังกล่าวว่า จะมีการระบุเวลาและสถานที่นัดหมายที่ชัดเจนอีกครั้ง จึงประกาศไว้ให้ประชาชนได้เตรียมพร้อมไว้ก่อน และให้สอดคล้องกับวันครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา 2516 ด้วย เพราะถึงเวลาแล้วที่มวลชนจะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาของประเทศ และขณะนี้ทางแกนนำได้ประสานเครือข่ายที่ต่างจังหวัด เพื่อกำหนดวันเดินทางไปปักหลักที่ข้างทำเนียบรัฐบาล หลังจากนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางกลับ พร้อมยืนยันว่า การชุมนุมจะเป็นไปโดยสันติวิธี ไม่มีความรุนแรงใดๆ ส่วนที่มีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ยอมรับ

ส่วนจะมีการรวมตัวกับเครือข่าย คปท.ที่ชุมนุมอยู่บริเวณแยกอุรุพงษ์หรือไม่นั้น นายไทกร กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ได้ติดต่อและประสานงานกันอยู่ตลอดเวลา โดยให้กำลังใจ และกลุ่มกองทัพธรรมได้สนับสนุนนำอาหารและน้ำดื่มไปให้ พร้อมย้ำด้วยว่า แกนนำสองกลุ่มไม่ได้ขัดแย้งกันแต่อย่างใด ซึ่งทุกคนได้ประสานการทำหน้าให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ต่อต้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และโค่นล้มระบอบทักษิณ

ขณะเดียวกันเฟซบุ๊ค "สถานี RTV1 สำนักข่าวออนไลน์ 24 ชั่วโมง" ได้เผยแพร่ภาพถ่าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะเดินทางไปยังสวนลุมพินี เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ถึงแม้ว่าจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันเป็นกบฏ ตามมาตรา 113, 116, 215, 216 กรณีต่อต้านรัฐบาลเมื่อปี 2551 ก็ตาม

ม็อบอุรุพงษ์ยันไม่ย้ายสถานที่

ส่วนบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่ม คปท.ที่ชุมนุมบริเวณแยกอุรุพงษ์ มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมการชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง จนแน่นพื้นที่ถนนพระรามที่ 6 มุ่งหน้าแยกศรีอยุธยา ยาวเกินกว่า 1 กิโลเมตร ส่งผลต้องมีการขยายพื้นที่ชุมนุมออกไปอีกกว่า 100 เมตร อีกทั้งตลอดบนสะพานลอยก็มีมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุม

ขณะที่ นายอุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงาน คปท. กล่าวถึงการชุมนุมในวันนี้ โดยยืนยันว่า การชุมนุมของ คปท.จะไม่ย้ายออกจากแยกอุรุพงษ์ แต่จะไม่มีการใช้ความรุนแรงและสร้างความปั่นป่วนใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมเปิดเผยว่า วันนี้มีแนวร่วมจากกลุ่มหน้ากากขาว และสถาบันอาชีวะต่างๆ ที่ชุมนุมอยู่บริเวณสวนลุมพินี เดินทางเข้าร่วมการชุมนุมด้วย

บช.น.ปิด14ถนนสกัดม็อบบุกทำเนียบ

วันเดียวกัน พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และโฆษก บช.น.แถลงข่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยของกลุ่มผู้ชุมนุมว่า สืบเนื่องจากมีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ และกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่บริเวณสวนลุมพินี และจากแนวทางสืบสวนทางการข่าวพบว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุมดังกล่าวจะเดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามประกาศตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ ประกอบกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้มีประกาศฉบับที่ 2/2556 เรื่อง ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ดังนั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลจึงมีความจำเป็นที่จะห้ามใช้เส้นทางคมนาคม 14 เส้นทาง ดังต่อไปนี้

1.ถนนราชสีมา ตั้งแต่แยกสวนรื่นฤดี ถึงแยกประชาเกษม 2.ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกวังแดง ถึงแยกยมราช 3.ถนนอู่ทองใน ตั้งแต่แยกอู่ทองในถึงลานพระราชวังดุสิต ด้านหลังพระบรมรูปทรงม้า 4.ถนนลิขิต 5.ถนนพระราม 5 ตั้งแต่ สะพานอรทัย ถึงแยกสุโขทัย 6.ถนนสุโขทัย ตั้งแต่แยกสวนรื่นฤดี ถึงแยกสุโขทัย 7.ถนนราชวิถี ตั้งแต่แยกการเรือน ถึงแยกราชวิถี 8.ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยกพระรูป ถึงแยก จปร. 9.ถนนลูกหลวง ตั้งแต่แยกสะพานวิศนุกรรมนฤมาน (ถนนลูกหลวงตัดถนนราชสีมา) ถึงสะพานเทวกรรม (ถนนลูกหลวงตัดถนนนครสวรรค์) 10.ถนนพิชัย ตั้งแต่ แยกขัตติยานี ถึงถนนราชวิถี 11.ถนนนครสวรรค์ ตั้งแต่แยกพิษณุโลก ถึงสะพานเทวกรรม 12.ถนนศรีอยุธยา ตั้งแตกแยกวัดเบญจมบพิตร ถึงแยกกองพล 1 13.ถนนนครปฐม 14.ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกประชาเกษม ถึงเทวกรรม

เส้นทางทั้งหมดดำเนินการปิดตั้งแต่เวลา 14.00 น. ของวันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นไป พร้อมตั้งจุดตรวจเข้มงวดห้ามรถยนต์หรือบุคคลใดผ่าน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อาทิ ประชาชนที่มีบ้านพักอยู่ในเส้นทาง หรือข้าราชการหากจะเข้าสถานที่ราชการสำคัญจะต้องแสดงบัตรให้ชัดเจน ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นจะห้ามไม่ให้ผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

อ้างม็อบตจว.เข้าสมทบ-บุกทำเนียบ

พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ทางการข่าวยังสืบทราบว่า จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมาจากต่างจังหวัดหลายจังหวัดเข้ามาร่วมชุมนุมด้วย และกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดจะเดินทางเข้ามาในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม หากปล่อยปละละเลยเกรงว่าจะเป็นปัญหา จึงสั่งปิดถนนทั้ง 14 เส้นทางดังกล่าว ทั้งนี้ หากกลุ่มผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนพลเข้ามาในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลจริง ทางเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าเจรจาทันที โดยจะใช้การเจรจาในทางลับ เพราะจะสามารถพูดคุยในรายละเอียดเชิงลึกได้

ส่วนกรณีคนร้ายปาระเบิดเพลิงเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณแยกอุรุพงษ์ เมื่อกลางดึกวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น ทางเจ้าหน้าที่กำลังระหว่างสืบสวนสอบสวนและเร่งติดตามจับกุมคนร้ายต่อไป

ด้าน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี บช.น.ปิดถนน 14 เส้นทางรอบทำเนียบรัฐบาล ว่า เป็นไปตามมาตรการที่จะต้องป้องกันไว้ก่อน เพื่อส่งสัญญาณไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนที่มา สืบเนื่องจากในวันนี้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายกลุ่ม และเสร็จสิ้นกิจกรรมช่วงค่ำ ซึ่งทางผู้ชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์ได้มีการชักชวนกลุ่มผู้ชุมนุมที่สวนลุมพินีมาเข้าร่วมด้วย อีกทั้งแยกอุรุพงษ์ถือว่าเป็นสถานที่ซึ่งใกล้กับทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง

"อภิสิทธิ์"ชี้ยังไม่ถึงเวลาเป่านกหวีด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่ชุมนุมอยู่บริเวณแยกอุรุพงษ์ว่า เป็นการชุมนุมของประชาชน ซึ่งอยากให้การปฏิบัติของทั้งสองฝ่าย ทั้งรัฐและประชาชน หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดความรุนแรง และปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ต้องดูแลไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่ถ้าใช้อำนาจเข้าไปบังคับจะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนอัดอั้นตันใจเกิดการชุมนุมมากขึ้น จึงขอให้เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมเชิญชวนให้ประชาชนทั่วประเทศหยุดงานวันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยให้มารวมตัวกันที่แยกอุรุพงษ์นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือเป็นการแสดงออกของกลุ่มผู้ชุมนุม ขอย้ำว่า รัฐบาลต้องทบทวนพฤติกรรมตัวเอง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะลอยตัวอยู่เหนือความรับผิดชอบแล้วโยนทุกอย่างให้ตำรวจไม่ได้

เมื่อถามว่ามีการโจมตีพรรคว่า นกหวีดหายหรือไม่ ถึงไม่ยอมไปช่วยประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงเงื่อนไขเวลาเกี่ยวกับการนำมวลชนอย่างชัดเจนว่า ขึ้นอยู่กับกฎหมายนิรโทษกรรมว่า กรอบเวลาในช่วงที่จะออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะต้องดูให้ครอบคลุม และสิ่งที่ต้องจับตาคือ คดีที่ตัดสินไปแล้ว ส่วนคดีอื่นๆ เข้าอยู่ในกระบวนการของศาลแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะถอยหลังกลับ

สปท.ประชุมสมัชชานัดแรกคึกคัก

ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จ.ปทุมธานี สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 (สปท.) และ 65 องค์กรเครือข่าย อาทิ กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กลุ่มกรีน กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ได้จัดงาน “40 ปี 14 ตุลา 16 สมัชชาสภาปฏิรูปประเทศไทย” พร้อมทั้งมีการจัดประชุมสมัชชาประชาชน ครั้งที่ 1 โดยมีประชาชนจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมประมาณ 500 คน

นายคมสันต์ โพธิ์คง กรรมการ สปท. กล่าวว่า การปฏิรูปประเทศเป็นทางออกทางเดียว จึงมีการจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศขึ้น โดยเรามีขอบเขตการปฏิรูปคือสร้างความเป็นธรรมในระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการปรับสมดุลระหว่างอำนาจรัฐและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ส่วนนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กรรมการ สปท. กล่าวว่า เป้าหมายของ สปท. คือการจัดตั้งอำนาจประชาชนขึ้นมาในทุกจังหวัดเพื่อถ่วงดุลกับอำนาจรัฐและอำนาจทุน ดังนั้นการประชุมสมัชชาประชาชน จึงถือเป็นการสถาปนาอำนาจของประชาชน

คลอดพิมพ์เขียวปฏิรูปปท.ปลายปี

นายสุริยะใส กตะศิลา กรรมการ สปท. แถลงข่าวหลังการประชุมสมัชชาประชาชนที่ สปท.จัดขึ้นว่า การประชุมครั้งต่อไปจะขยับลึกลงไปถึงระดับภาคและจังหวัด ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถจัดประชุมได้อีก 2 ครั้ง ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ให้ประชาชนเป็นคนกำหนดพิมพ์เขียว โดยผ่านการแสดงความเห็น และการทำแบบสอบถาม หลังจากนั้นฝ่ายวิชาการก็จะไปสังเคราะห์ออกมาเป็นกรอบ ก่อนจะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากเครือข่ายต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะคล้ายกับการแปรญัตติ คาดว่าไม่เกินปลายปีนี้ จะมีพิมพ์เขียวออกมา ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวที่เกิดจากประชาชนอย่างแท้จริง

ไฟเขียวสมาชิกร่วมม็อบไล่รัฐบาล

นายสุริยะใสยังกล่าวถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มว่า ที่ประชุม สปท.เห็นว่าเราควรจะเป็นองค์กรแนวระนาบทำงานในลักษณะประสานงาน โดยมีคณะกรรมการ สปท.16 คน แต่จะไม่มีแกนนำสูงสุด และจะเป็นองค์กรที่อยู่ถาวร ทำงานต่อเนื่อง ไม่ผูกอยู่กับวาระรัฐบาล หรือสถานการณ์ทางการเมืองใดๆ ส่วนเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ที่ประชุมเห็นว่า เครือข่ายที่เข้าร่วมกับ สปท.มีอิสระในการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมต่อสู้เคลื่อนไหวกับกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่สวนลุมพินี หรือการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สี่แยกอุรุพงษ์ ทั้งนี้ ได้หารือกับแกนนำเครือข่าย และมีแนวคิดจะสร้างเครือข่ายขึ้นมาใหม่เพิ่มเติมจากกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ โดยจะทำหน้าที่ประสานกับทุกกลุ่มที่ต่อสู้และเผชิญหน้ากับระบอบทักษิณ ซึ่งเบื้องต้นได้พูดคุยกับ กปท. และ คปท. รวมถึงหลายกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ขณะนี้แล้ว คิดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ น่าจะมีกลุ่มเคลื่อนไหวใหม่ออกมา ส่วน สปท.ก็จะเน้นการเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเครือข่ายภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นต่อไป

จากนั้น นางสำเนียง สุวรรณภพ ในฐานะตัวแทนเครือข่าย 77 จังหวัด ได้อ่านคำประกาศ สปท.ครั้งที่ 1 ว่า สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้มีปัญหามากมาย และบางกรณีได้ยกระดับเป็นวิกฤติชาติไปแล้ว คือ 1.ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 2.ปัญหาความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ด้วยการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อล้างผิดให้คนกระทำผิด 3.การที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ทั้งที่การชุมนุมไม่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายหรือสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสีย ซึ่งเป็นการตอกย้ำความขัดแย้ง 4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ที่จะทำลายการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ และ 5.การที่รัฐบาลละเลยต่อการแก้ปัญหาพื้นฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มภาระทางการเงินการคลังด้วยการออกกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท และการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

พท.ขู่ฟัน"กทม.-นักการเมือง"หนุน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์การชุมนุมของผู้ชุมนุมที่แยกอุรุพงษ์พบว่า ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบตามกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ซึ่งขณะนี้มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาที่พรรคว่า ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการจราจร ทั้งนี้มองว่าเป็นการจับคนกรุงเทพฯ มาเป็นตัวประกันเพื่อทำลายรัฐบาล ควรถูกประณาม ขณะที่ กทม.ก็อำนวยความสะดวก ทั้งรถสุขา รถน้ำและเครื่องปั่นไฟ ซึ่งหากเป็นจริงจะดำเนินการเอาผิดผู้บริหาร กทม.ด้วย เพราะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยขอให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ พร้อมทั้งขอเรียกร้องไปยัง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ไปตรวจสอบว่ามีการส่งรถน้ำ รถสุขา เครื่องปั่นไฟ ให้ผู้ชุมนุมหรือไม่ ถือเป็นการสมรู้ร่วมคิด ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่ามีกลุ่มมวลชนมาร่วมกับกลุ่ม คปท.โดยมาจากภาคใต้กลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มมาจาก จ.บุรีรัมย์ ตนจะตรวจสอบว่ามีกลุ่มการเมืองที่เป็นอีแอบหนุนหลังหรือไม่ เพราะมีการเติมคนให้กลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งห่วงว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวาย หากตรวจสอบพบจะยื่นเอาผิดทันทีตามกฎหมาย