วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีเอสไอชี้หลักฐานโยง'ทักษิณ'ก่อการร้าย

เปิดสำนวน "ดีเอสไอ" บรรยายฟ้องชัด หลักฐานถึงความเชื่อมโยง"ทักษิณ"ก่อการร้าย แกนนำ-กองกำลังติดอาวุธไปพบทั้งฮ่องกงและดูไบ

พ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่า ในคดีนี้ดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในฐานะผู้บงการเหตุก่อการร้าย ข้อเท็จจริงจึงแตกต่างจากการแถลงข่าวของอัยการเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่าน โดยคดีนี้มีพยานหลักฐานเป็นพยานบุคคลที่ยอมรับว่ามีการเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณที่ต่างประเทศก่อนจะมีการชุมนุมใหญ่ และหลักฐานการใช้โทรศัพท์ติดต่อระหว่างแกนนำนปช.กับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างต่อเนื่องตลอดการชุมนุม รวมถึงหลักฐานเชื่อมโยงการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่การชุมนุม ทั้งนี้ภายหลังการสรุปสำนวนสั่งฟ้องเสนอไปยังอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ตนจึงได้นำหลักฐานที่อัยการเห็นชอบว่าสมควรออกหมายจับ มายื่นขออนุมัติให้ศาลอาญาออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งศาลได้ไต่สวนถึง 2 ครั้ง จึงอนุมัติหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับคดีก่อการร้าย นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็นผู้ลงนามเห็นชอบให้สรุปสำนวนสั่งฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณกับพวกรวม 26 คน ฐานร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิด หรือสนับสนุนให้กระทำความผิดอาญาฐานก่อการร้าย มาตรา 135/1, 135/2 และ 135/3 ประกอบมาตรา 83, 84, 85 และ 86 โดยบรรยายความเห็นพร้อมหลักฐานประกอบความผิดอย่างชัดแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณกระทำความผิดต่อความมั่นคงภายนอกราชอาณาจักร อีกบทหนึ่งคือความผิดฐานเพื่อให้เกิดเหตุร้ายแก่ประเทศไทยจากภายนอกราชอาณาจักร โดยมีพยานให้การยืนยันว่าพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงพาเดินทางไปยังฮ่องกงเพื่อพบนายใหญ่หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนเคลื่อนไหวชุมนุมใหญ่เดือน มี.ค. ปี 2552 และมีหลักฐานเป็นภาพคลิปเหตุการณ์กองกำลังชุดดำแฝงปะปนอยู่ในกลุ่มนปช. นอกจากนี้คดียังมีหลักฐานเป็นคำพูดของผู้ต้องหาแต่ละคนและการกระทำต่าง ๆ เพื่อล้มล้างรัฐบาลไทย และปลุกระดมให้ก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นไปตามคำปลุกระดมของกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำในกทม. คดีนี้ยังมีวัตถุพยานเป็นอาวุธสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนมากที่ยึดได้จากแนวร่วมนปช. มีแผนผังการโทรศัพท์ติดต่อระหว่างผู้ต้องหากลุ่มที่เป็นแกนนำหลักบนเวทีและกลุ่มที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งได้ใช้ติดต่อกันอย่างใกล้ชิดและผิดสังเกตตลอดที่มีการชุมนุม

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในสำนวนการสอบสวนระบุว่า พยานบุคคลให้การยืนยันว่ากลุ่มคนสนิทของ พล.ต.ขัตติยะ ประกอบด้วยผู้ต้องหาที่ 7 คือนายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง ผู้ต้องหาที่ 18 คือพล.ต.ขัตติยะ และผู้ต้องหาที่ 19 คือนายสุขเสก พลตื้อ เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณในต่างประเทศก่อนการชุมนุมใหญ่ โดยเสธ.แดงได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าพ.ต.ท.ทักษิณเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทัพประชาชนของนปช. นอกจากนี้ในการเข้าค้นห้องพักของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ต้องหาที่ 9 ที่เฟิร์สอพาร์ตเม้นท์ ก็พบเครื่องกระสุนปืนและชิ้นส่วนประกอบชนิดขว้าง บ่งชี้ว่านายสุภรณ์ก็มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องเป็นแกนนำและเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความรุนแรง

รายงานข่าวระบุว่า คดีดังกล่าวอัยการสูงสุดแยกสำนวนของพ.ต.ท.ทักษิณพิจารณา เนื่องจากมองว่าเป็นการกระทำผิดนอกราชอาณาจักร จากการโฟนอินและวิดีโอลิงค์มายังเวทีชุมนุมของนปช.ในกทม.และจังหวัดต่างๆ โดยให้น้ำหนักกับเนื้อหาการโฟนอินว่าไม่มีคำพูดยุยง หรือสนับสนุนให้ก่อเหตุรุนแรง แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักถึงหลักฐานประกอบที่บรรยายให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการกระทำความผิด ซึ่งไม่จำเป็นที่คนร้ายจะออกประกาศอย่างชัดแจ้งให้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ โดยคดีดังกล่าวอัยการใช้ระยะเวลาในการพิจารณานานกว่า 3 ปี โดยสั่งไม่ฟ้องเพียงพ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว ส่วนผู้ต้องหาอื่นถูกสั่งฟ้องไปหมดแล้ว ยกเว้นเพียง พล.ต.ขัตติยะที่ยุติคดีเพราะเสียชีวิต