สภาลงมติเห็นชอบร่างมาตรา 3พ.ร.บ.กู้เงิน 2ล้านล้านบาท 282:98 เสียง "วราเทพ"ยันให้ตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงินฯ วงเงิน 2ล้านล้านบาท หลังจากที่กรรมาธิการวิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ เป็นวันที่สอง ได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 10.20 น. โดยเป็นการพิจารณาต่อเนื่องในมาตรา 3 คำนิยามศัพท์ที่ใช้ในร่างพ.ร.บ.กู้เงิน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าไม่สามารถไว้ใจผ่านร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน วงเงิน 2 ล้านล้านบาทได้ เพราะเลือกทำเฉพาะพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงและเลือกพรรครัฐบาล แต่ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นคนทั่วประเทศต้องเป็นผู้แบกรับ ส่วนประเด็นที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนว่าความกลัวเป็นจินตนาการที่ไม่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า ตนมองว่าเป็นการด่าคนที่วิจารณ์โครงการกู้เงิน 2ล้านล้านบาท ทั้งที่ข้อเท็จจริงตนมองว่าเป็นการกลัวการถูกตรวจสอบ และโกงที่ไม่ทำให้ประเทศไม่ก้าวหน้า ทั้งนี้การออกร่างกฎหมายดังกล่าวเชื่อว่ามีการผูกมัดเพื่อเตรียมกู้มาโกงหรือเอื้อต่อการโกง
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเเละรมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงยืนยันว่าการออกร่างพ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ตามหลักการและอ้างอิงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ได้สอบถามไปยังสำนักงานกฤษฏีกาถึงประเด็นที่ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) เสนอแนะ ยืนยันว่าไม่มีประเด็นของการทำผิดรัฐธรรมนูญแน่นอน อย่างไรก็ตามฝ่ายบริหารมีอำนาจที่จะกู้เงินได้ ตามพ.ร.บ.บริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 และในหลายโครงการที่รัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจดำเนินการซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบโดยสภาผู้แทนราษฎร แต่กรณีที่รัฐบาลเลือกนำร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมให้สภาฯ พิจารณา เพื่อให้เกิดการตรวจสอบอีกทั้งการพิจารณาเนื้อหามีเอกสารรายละเอียดนับหมื่นแผ่น ไม่ได้เป็นการพิจารณาร่างกฎหมายบนกระดาษเปล่า
นายวราเทพ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ระบุว่าการออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเป็นการเตรียมการทุจริต ตนไม่สามารถตอบแทนได้เพราะไม่ทราบว่ารัฐมนตรีคมนาคมคนต่อไปจะเป็นใคร ซึ่งอาจเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้จากนั้นที่ประชุมได้มีการลงมติโดยเสียงข้างมาก 282 เสียง ต่อ 98 เสียง เห็นชอบตามที่กรรมาธิการฯ มีการแก้ไข





