วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมศักดิ์ย้ำโหวตแก้รธน.วาระ3เป็นอำนาจรัฐสภา

ประธานรัฐสภาชี้โหวตแก้รธน.วาระ3 กฏหมายระบุชัดเป็นอำนาจรัฐสภา ศาลแทรกแซงไม่ได้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ และขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการลงมติในวาระ 3 ว่า คงต้องดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาอย่างไร หากศาลมีคำสั่งให้ชะลอการลงมติวาระ 3 ก็คงต้องดูเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญด้วย จากนั้นจึงจะมาพิจารณากันว่าจะเรียกประชุมรัฐสภาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดำเนินการตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้แก้เป็นรายมาตรา ซึ่งเราก็ให้เกียรติคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม โดยหลักการแล้วมาตรา 68 นั้นเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่สมาชิกรัฐสภาใช้อำนาจขอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ที่เป็นอำนาจที่รัฐสภาทำได้และเป็นอำนาจโดยตรงของฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นเมื่อครบกำหนด 15 วันคือวันที่ 27 ก.ย.จะต้องเดินตามกรอบกฎหมายคือลงมติวาระ 3 จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ส่วนจะเป็นวันไหนคงต้องไปหารือกัน ยืนยันว่ากฎหมายระบุชัดเจนว่าเป็นอำนาจของรัฐสภา ศาลจะมาแทรกแซงไม่ได้

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งโดยอ้างว่าทำผิดข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ เนื่องจากปิดโอกาสไม่ให้ฝ่ายค้านอภิปรายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ตนไม่รู้สึกหนักใจ เพราะทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว ไม่ได้ปิดกั้นหรือรวบรัด ตนทำอะไรก็ผิดทุกเรื่อง แต่เขาทำอะไรก็ถูกหมด ขนาดไปลากแขนขาประธาน ปชป.ก็ยังถูกเลยทั้งนี้ขอชี้แจงว่า การที่ตนให้ที่ประชุมลงมติปิดการอภิปรายในมาตรา 10 นั้น เนื่องจากพูดวนเวียนซ้ำซาก ดูแล้วมีเจตนายื้อการอภิปราย เมื่อมีผู้เสนอขอปิดอภิปรายจึงต้องขอมติที่ประชุมว่าจะให้ปิดอภิปรายหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมก็มีมติให้ปิดอภิปราย ตนไม่ได้วินิจฉัยให้ปิดอภิปรายเอง ถือเป็นคนละกรณีกับการวินิจฉัยในมาตรา 4 ที่ขณะนั้นมีส.ว.เสนอให้ลงมติในมาตรา 4 เลยโดยไม่ต้องอภิปราย เพราะเนื้อหาสอดรับกับมาตรา 3 และที่ประชุมก็เห็นชอบไปแล้ว ตนจึงวินิจฉัยว่าจะไปลิดรอนสิทธิการอภิปรายของสมาชิกไม่ได้

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ตนกับนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีคำวินิจฉัยไม่ตรงกันนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะตนยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในกรณีที่นายนิคมตัดสินไปเลย เมื่อพรรคประชาธิปัตย์อภิปรายวนเวียนซ้ำซาก แปรญัตติเหมือนกันทุกคน ก็แสดงว่ามีเจตนายื้อการอภิปราย ทั้งนี้ เชื่อว่าเจตนารมณ์ของข้อบังคับการประชุมนั้นไม่ได้มีเจตนาให้พูดกี่วันก็ได้ หรือยื้อจนออกกฎหมายไม่ได้ ยืนยันว่าตนยึดข้อบังคับทุกอย่าง แต่ก็ยังมากล่าวหาตนอีก ดูแล้วไม่ต่างอะไรจากนิทานอีสปเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับแกะ ซึ่งหมาป่าหาเรื่องจะกินลูกแกะโดยบอกว่าลูกแกะทำให้น้ำขุ่น ทั้งๆ ที่ลูกแกะกินน้ำอยู่ปลายน้ำ แต่หมาป่ากินน้ำอยู่ที่ต้นน้ำ