กลุ่ม40ส.ว.-ปชป.ยื่นศาลรธน.วินิจฉัยแก้ไขรธน.ที่มาส.ว.เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
นายคำนูน สิทธิสมาน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และนายสุรจิต ชิรเวทย์ ส.ว. สุมทรสงคราม ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สั่งระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้ส.ว.200 คนมาจากการเลือกตั้ง และให้ยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลที่ส.ส.ในสังกัดร่วมลงชื่อเห็นชอบกับการแก้ไข และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารของ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเป็นเวลา 5 ปี พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินสั่งประธานรัฐสภา และเลขาธิการรัฐสภาให้ระงับการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 โดยการยื่นคำร้องครั้งนี้ได้นำเอกสารที่เป็นคำแนะนำของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งระบุว่า กระบวนการนี้เป็นการทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐมาเสนอต่อศาลด้วย
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องมายื่นคำร้องเนื่องจากเห็นว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.ของรัฐสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวบรัด ตัดตอน ที่สำคัญการแก้ไขคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นส.ว.โดยไม่ห้ามการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การเป็นสามี ภรรยา กับส.ส. หรือการไม่จำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง ทำให้วุฒิสภามีฐานทางการเมืองเหมือนกับส.ส. ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นองค์กรตรวจสอบ ถ่วงดุล อำนาจรัฐ จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง และเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68
ขณะที่นายคำนูณ กล่าวด้วยว่า คำร้องที่ยื่นครั้งนี้แตกต่างจากคำร้องของนายบวร ยสินทร เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้อง 3 สถาบัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้องไปก่อนหน้านี้ เพราะขณะที่นายบวร ยื่นรัฐสภายังพิจารณาวาระ 2 ไม่แล้วเสร็จ จึงยังไม่มีความชัดเจนในประเด็นที่มีการแก้ไข แต่การยื่นของพวกตน รัฐสภาได้ลงมติวาระ2 เสร็จแล้ว ถือว่าเนื้อหาที่จะมีการแก้ไขนั้นมีความชัดเจน รออีกเพียง 15 วันก็จะมีการลงมติในวาระที่ 3 อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาแม้ศาลจะเคยมีคำวินิจฉัยที่ 18-22 เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าไม่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคหนึ่ง แต่ในคำวินิจฉัยครั้งนั้น ศาลก็ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดออกมาว่าการกระทำแบบไหนอย่างไร ที่ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองและรูปแบบของรัฐ ซึ่งทางส.ว.ก็อยากจะได้ความชัดเจน ในครั้งนี้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้จะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองและรูปแบบของรัฐหรือไม่
จากนั้นนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ในฐานะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ายื่นคำร้องจำนวน 47 หน้าขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นเดียวกัน โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. แต่ไม่ได้ขอให้สั่งยุบ 6 พรรคร่วมรัฐบาลและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ซึ่งนายวิรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว.ดังกล่าวประเด็นแก้ไขที่เห็นว่าร้ายแรง ก็คือการให้ส.ว.สรรหาไม่ต้องลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง หากลงแล้วไม่ได้รับเลือกตั้งก็กลับมาเป็นส.ว.สรรหาต่อไปได้ การให้ส.ว.เลือกตั้งสามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ เป็นสามี ภรรรยา ของส.ส. ได้ ตรงนี้จะทำให้การเป็นองค์กรตรวจสอบถ่วงดุลถูกทำลาย จึงอยากให้มีส.ว.สรรหาต่อไป ถ้าจะมาจากการเลือกตั้งก็ต้องมาจากสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ทนายความ เอ็นจีโอ ซึ่งถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้สำเร็จ ผลที่จะตามมา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป.ป.ช จะหายไป เราเข้าใจดีว่ารัฐสภามีอำนาจเต็มที่จะยกร่างกฎหมายแต่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ 50 และเมื่อทำอย่างไรแล้วก็ต้องไม่ปิดกั้นองค์กรอื่นในการตรวจสอบ





