วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลปค.'ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว' อดีตผอ.อภ.

ศาลปกครองกลาง 'ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว' อดีตผู้อำนวยการ อภ. หลังวินิจฉัยเห็นไม่มีเหตุสมควร ออกคำสั่งกำหนดมาตรการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลางได้ทำการเผยแพร่ คำสั่งยกคำขอคุ้มครองชั่วคราว ตามที่ นพ.วิฑิต อรรถเวชกุล ยื่นฟ้ององค์การเภสัชกรรม(อภ.) กับพวกรวม 4 ราย เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2556 โดยขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของ อภ. ที่ให้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ. เนื่องจากบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่

ตามคำฟ้องของ นพ.วิทิต ระบุว่า เนื่องจากการกระทำของ อภ. และพวกรวม 4 ราย ในยุติสัญญาจ้างและให้ตนพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ. นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฏหมายกำหนด จึงถือเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตาม มาตรา 9 วรรค 1 (4) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 โดยขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ อภ. ไว้เป็นการชั่วคราว นอกจากนี้ขอให้ศาลปกครองห้ามหรือระงับ ไม่ให้ ดำเนินการสรรหาหรือแต่งตั้ง ผู้อำนวยการ อภ.คนใหม่ อีกทั้งยังห้าม ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวทำนองว่าตนบกพร่องต่อหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุด

จากการวินิฉัยของคณะตุลาการศาลปกครองกลาง สรุปใจความสำคัญได้ว่า คดีดังกล่าวถือว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การเภสัชกรรม พ.ศ.2509 มาตรา 18 วรรค 1 ซึ่งระบุว่า บอร์ด อภ. สามารถมีมติสั่งให้ ผู้อำนวยการ อภ. พ้นจากตำแห่งได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และในการลงนามสัญญาจ้าง นพ.วิทิต เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2554 สัญญาได้ระบุว่าการสิ้นสุดสัญญา บอร์ด อภ.สามารถทำได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หรือไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนใดๆ

โดยในช่วงการบริหารงานของอดีตผู้อำนวยการ อภ. มีกรณีก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไขเหวัดนก ล่าช้า ทำให้ อภ.สูญเสียรายได้ประมาณ 240 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงตามหน้าที่ กรณีสำรองวัตถุดิบพาราเซตามอล 100 ตัน เป็นเวลานานโดยไม่มีแผนนำไปผลิต ทำให้ อภ.เกิดความเสียหาย 20 ล้านบาท ซึ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อองค์กร และกรณีโรงงานผลิตยารังสิตล่าช้า เพราะมีการขยายเวลาก่อสร้างกว่า 2 ปี ทำให้ อภ.สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

ขณะเดียวกัน การที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอคุ้มครองชั่วคราวให้ศาลมีคำสั่งห้ามหรือระงับมิให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 5 ดำเนินการสรรหาหรือแต่งตั้งผู้อำนวยการ อภ.คนใหม่ และมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ.ดังเดิม โดยอ้างว่าจะสามารถขัดขวางการโอน หรือการกระทำที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากงบสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ จำนวน 75 ล้านบาท การนำเงินสะสมของ อภ. จำนวน 4,000 ล้านบาท ไปใช้ในทางมิชอบ การแปรรูป อภ.ไปเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทยาต่างชาติ จึงเป็นเพียงการคาดการณ์เรื่องที่ไม่มีความแน่ชัดว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร

นอกจากนี้ การห้ามหรือระงับมิให้ อภ. ดำเนินการสรรหาหรือแต่งตั้งผู้อำนวยการ อภ.คนใหม่ จะส่งผลกระทบให้เกิดข้อขัดข้องในการบริหารกิจการของ อภ. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีภารกิจสำคัญในการผลิตและจัดหายา เพื่อสนองตอบต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขของประเทศ จึงไม่มีเหตุสมควรที่ศาลปกครองจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครอง เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ก่อนการพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดี