พ่อค้าแม่ค้าตลาดน้ำมหานครร้องดีเอสไอตรวจสอบผู้บริหารตลาดหลอกลวงผู้บริโภค ไม่จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสูญเงินลงทุน80ล้าน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมจากพ่อค้า แม่ค้า กว่า 80 ราย ซึ่งขอให้ตรวจสอบการกระทำของผู้บริหารตลาดน้ำมหานคร ที่หลอกลวงด้วยการออกประกาศเชิญชวนพ่อค้าแม่ค้าให้เข้ามาเช่าแผงค้าในตลาดน้ำมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีการโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต และป้ายโฆษณา กำหนดราคาเริ่มต้นในการเช่าแผงตั้งแต่ 150,000-350,000 บาท/ร้าน ค่าเช่าแผงค้าอีก 6,000 บาท/เดือน กำหนดให้ทำสัญญา 3 ปี โดยมีการโฆษณาว่าจะดำเนินการสร้างพระราชวังจำลอง เช่น พระราชวังไกลกังวล พระราชวังบางปะอิน พระราชวังพญาไท พระราชวังสนามจันทร์ และ พระราชวังบ้านปืน เพื่อเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว มีการกำหนดตำแหน่งบริเวณก่อสร้างในโบว์ชัวร์ และจะสร้างสะพานข้ามคลองจากฝั่งโรงเรียนมาเรียลัยมายังตลาดน้ำเพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนเดินข้ามฝั่งมาจับจ่ายซื้อของ
ผู้บริหารตลาดยังโฆษณาว่า จะจัดเรือนำเที่ยวจากคลองประเวศบุรีรัมย์ไปบางปะกง ทุกๆวัน วันละ 12 รอบ มีเรือโดยสารจากโครงการไปพระโขนงและบางปะกง มีกิจกรรมโชว์ทางน้ำในรูปแบบเรือเพลง เรือวัฒนธรรม 6 แบบ ริมน้ำทุกวัน และการแสดงพิเศษจากแหล่งศิลปวัฒนธรรมต้นฉบับหมุนเวียนทำการแสดงพร้อมงานแสดงสินค้าจาก 76 จังหวัด ทั่วประเทศ รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งโครงการดังกล่าวทำให้พ่อค้าและแม่ค้าเชื่อว่าหากตลาดน้ำได้ก่อสร้างและดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจริง ก็จะทำรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มาลงทุน ประกอบกับผู้บริหารโครงการได้แจ้งว่าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) สาขาลาดกระบัง จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ค้านำเงินมาชำระค่าเช่าแผงค้าได้เต็มจำนวน 100% ทำให้ผู้ค้าหลงเชื่อเพราะธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อเป็นธนาคารของรัฐ ผู้ค้าส่วนหนึ่งจึงได้เข้าไปกู้เงินและได้รับเงินกู้เต็มจำนวนนำมาชำระให้กับผู้บริหารโครงการมีมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นประมาณ 80 ล้านบาท
ต่อมาโครงการไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างพระราชวังจำลองตามที่กล่าวอ้าง และยังใช้พื้นที่ที่กำหนดจะปลูกสร้างพระราชวังจำลองไปสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่น แสดงให้เห็นเจตนาที่ชัดแจ้งว่าผู้บริหารตลาดไม่ดำเนินการก่อสร้างตามที่ได้โฆษณาไว้ รวมทั้งมีการนำพระบรมราชานุสาวรีย์พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 1-8 ขนาดเท่าพระองค์จริงโดยไม่รับพระบรมราชานุญาตในการประกอบธุรกิจ และเมื่อตรวจสอบพบว่าไม่ได้มีการขออนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการและกรมศิลปากร รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ก็มิได้มีการดำเนินการตามที่มีการกล่าวอ้าง ประกอบกับไม่มีกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวที่ตลาดนัดดังกล่าว เสมือนเป็นตลาดร้าง ผู้ค้าจึงเรียกร้องให้ผู้บริหารตลาดมารับผิดชอบโดยรับภาระหนี้สินจากธนาคาร เพื่อลดความเดือนร้อนของผู้ค้า แต่ผู้บริหารตลาดปฏิเสธ ผู้ร้องจึงได้รวมตัวกันมาร้องเรียนต่อดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีกับผู้บริหารตลาดฐานฉ้อโกงประชาชน
พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ดีเอสไอจะเร่งตรวจสอบการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารว่าเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ เพราะใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถอนุมัติเงินกู้ได้ กลุ่มผู้เสียหายจึงตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารอาจรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนของผู้บริหารตลาด ดังนั้นในวันที่ 29 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ดีเอสไอพร้อมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะลงพื้นที่ตลาดน้ำมหานครเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมหามาตรการเยียวยาผู้เสียหาย


