"ไชยันต์"แนะจับตาปมแก้ที่มาส.ว. สุมไฟการเมืองเดือด! ก่อร่างต่อเติมระบอบ "ทักษิณ
ต่อเนื่องกันอีกครั้งสำหรับการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในกลุ่มมาตราเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) วาระ 2 ซึ่งต้องมาลุ้นกันต่อว่าการประชุมจะผ่านไปอย่างราบรื่น หรือมีอุปสรรคขวากหนามอะไรอีกหรือไม่ เพราะยังมีมาตราที่มีเนื้อหาอ่อนไหวรออยู่อีก
โดยเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ซึ่งร่างที่ผ่านการแก้ไขของคณะกรรมาธิการฯ ได้ไปตัดคุณสมบัติต้องห้ามสำคัญๆ ของผู้ลงสมัคร ส.ว.ออกเกือบทั้งหมด ทำให้บุคคลที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตลอดจน อดีต ส.ส. อดีตสมาชิกพรรคการเมือง อดีตนักการเมืองท้องถิ่นที่พ้นจากตำแหน่งไม่ถึง 5 ปี ล้วนสามารถลงสมัคร ส.ว.ครั้งใหม่ช่วงต้นปีหน้าได้ทั้งหมด หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ทั้งๆ ที่แต่เดิมล้วนเป็นคุณสมบัติต้องห้าม เพื่อป้องกันความเกี่ยวข้องหรือเป็นพวกเดียวกันของ ส.ว. กับ ส.ส. หรือพูดให้ชัดคือ "สภาสูง" กับ "สภาล่าง" เพื่อให้คงบทบาทการตรวจสอบถ่วงดุล อันเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
นอกจากนั้นยังมีการตัดทอนอำนาจของ ส.ว.สรรหา ในเรื่องการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ หรือถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามที่รัฐธรรมนูญเคยให้อำนาจไว้ จนกว่า ส.ว.จากการเลือกตั้งจะเข้ามาทำหน้าที่อีกด้วย
สัปดาห์ที่แล้วในการประชุมร่วมของรัฐสภาวันแรกเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ การประชุมดำเนินไปอย่างสับสนอลหม่านจากการเล่นเกม "ตีรวน-เตะถ่วง" ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
ครั้งนั้นแม้หลายฝ่ายจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำเกินไป แต่ รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร นักรัฐศาสตร์ชื่อดังจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าเป็นการทำหน้าที่ปกติของฝ่าย "เสียงข้างน้อย" ที่ต้องยื้อร่างกฎหมายที่พวกเขาไม่เห็นด้วยเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะถึงอย่างไรเวลาลงมติก็แพ้ฝ่ายข้างมากอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการที่พรรคประชาธิปัตย์ทำเรียกว่า filibuster และวิธีการแบบนี้ ฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ไหนๆ ก็ทำ ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอังกฤษหรือสหรัฐ
วันนี้ รศ.ดร.ไชยันต์ ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" อีกครั้ง โดยเตือนว่าการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในกลุ่มมาตราเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ต่อไป คือการก่อร่างต่อเติม "ระบอบทักษิณ" ให้สมบูรณ์ และอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองอีกหนในปีหน้า
"การแก้ที่มาของ ส.ว.ถือเป็นระบอบทักษิณเต็มตัว เพราะถ้า ส.ว.เป็นพวกเดียวกับ ส.ส.แล้วจะไปตรวจสอบการใช้อำนาจได้อย่างไร การเลือกตั้ง ส.ว.นั้นโดยหลักการเป็นเรื่องดี แต่ต้องป้องกันการเป็นพวกเดียวกันกับ ส.ส.ด้วย แต่นี่กลับอนุญาตให้ลูกเมีย ส.ส.ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว.ได้ อย่างนี้เท่ากับทำลายกระบวนการตรวจสอบ"
รศ.ดร.ไชยันต์ อธิบายว่า การแก้รัฐธรรมนูญลักษณะนี้ ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่อง "ทีใครทีมัน" พรรคเพื่อไทยไม่คิดยาวๆ คำถามคือถ้าพรรคประชาธิปัตย์กลับมาต้องแก้อีกหรือไม่ และฝ่ายพรรคเพื่อไทยคิดว่าจะเป็นรัฐบาลไปตลอด ไม่กลับมาเป็นฝ่ายค้านบ้างเลยหรือ
"การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการต่อต้านแรง เพราะผู้มีอำนาจเป็นพวกเดียวกันหมด ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องลุกฮือแบบอียิปต์ จริงๆ แล้วการออกแบบไม่ให้ ส.ว.เป็นพวกเดียวกันกับ ส.ส. โดยที่ ส.ว.ก็มาจากการเลือกตั้งยังทำได้อีกหลายวิธี แต่พรรคเพื่อไทยกลับไม่ทำ เช่น สมมติต้องการ ส.ว. 200 คน ก็ให้ประชาชนเลือกมา 400 คน จากนั้นก็ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจับสลากออกไปให้เหลือ 200 คน อย่างนี้ก็จะช่วยได้ระดับหนึ่ง"
"ผมเชื่อว่าหลังจากแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ รัฐบาลกับกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลก็จะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ได้ไม่นาน แรกๆ ก็อาจปรีดาปราโมทย์กัน เพราะ ส.ว.ก็พวกเดียวกัน องค์กรอิสระก็เป็นพวกคุณ แต่หลังจากประชาชนได้เห็นหน้าเห็นตา ส.ว.แล้ว ได้รับรู้ความเป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาลขององค์กรอิสระแล้ว ก็น่าจะแสดงความไม่พอใจอย่างมาก ฟันธงได้เลยว่าปี 2557 กระแสต้านรัฐบาลจุดติดแน่นอน"
"ตอนนี้ที่กระแสยังจุดไม่ติดเพราะอยู่ในขั้นตอนแค่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่เห็นผลของการแก้ และพรรคประชาธิปัตย์กับพันธมิตร (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แกนนำเพิ่งประกาศยุติบทบาท) ก็ยังร่วมมือกันยาก ประชาธิปัตย์ก็คงไม่ลาออกจาก ส.ส. ส่วนพันธมิตรก็ไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เพราะถ้าสู้ชนะ ประชาธิปัตย์ก็กลับมามีอำนาจอีก มันไม่มีตัวเลือกอื่น"
รศ.ดร.ไชยันต์ ยังวิเคราะห์อีกว่า ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะส่งผลเร่งอุณหภูมิการเมืองให้ร้อนแรงขึ้น คือการเร่งผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็เป็นเจ้าภาพตั้งสภาหรือคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง
"ผมคิดว่าเรื่องสภาปฏิรูปฯ กับกฎหมายนิรโทษกรรมไปคนละทาง ตอนนี้ควรหยุดทุกอย่าง ไม่ควรเสนอกฎหมายที่ละเอียดอ่อนต่อความขัดแย้งสูงเข้าสู่การพิจารณาของสภา น่าจะเปิดเวทีคุยกันก่อนมากกว่า เรื่องสภาปฏิรูปฯนั้นจะเป็นความหวังได้ถ้ารัฐบาลจริงใจ และปฏิรูปให้ได้อย่างที่พูด แต่รัฐบาลจะจริงใจทำไม เพราะตอนนี้เป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่แล้ว"
"ส่วนร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ก็ขึ้นอยู่กับว่า ส.ส.จะแปรญัตติอย่างไร เพราะเมื่อถึงขั้นตอนนั้นมันจะเห็นชัดมากเลยว่าใครได้ใครเสีย ถ้าแปรญัตติแล้วฝ่ายหนึ่งตายฟรี คนฆ่ากลับไปได้รับการนิรโทษ ก็เท่ากับไม่เป็นธรรม จะเกิดปัญหารุนแรงตามมา ก็จะเป็นอีกดอกหนึ่งที่จะก่อปัญหา"
อย่างไรก็ดี นักรัฐศาสตร์ชื่อดังก็ยังมองความเป็นไปได้ในแง่บวกว่า สถานการณ์อาจไปไม่ถึงจุดนั้น หากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ แปรญัตติในระดับที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
"แนวทางนั้นก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน พรรคเพื่อไทยอาจจะอยากให้งบประมาณผ่าน อยากให้ร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านผ่านมากกว่า สองเรื่องนี้อาจจะเป็นตัวแปรให้เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมทำกันแบบให้รับกันได้ทุกฝ่าย แล้วก็อยู่ๆ กันไป ถ้าเป็นอย่างนั้นระบอบทักษิณก็คงฟักตัวได้ไม่เต็มที่ และในอีกทางหนึ่งหากประชาชนเกิดเข้าใจการเลือกตั้ง ส.ว. แล้วเลือกออกมาหน้าตาดีๆ ไม่ใช่เครือข่ายของ ส.ส. ก็จะเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญของประชาธิปไตยบ้านเรา"
"แน่นอนว่าการเลือกตั้งเป็นการต่อสู้แข่งขันเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนวิถีทางประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เลือกตั้งเข้ามาแล้วต้องรอ 4 ปีถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ เพราะระหว่างทางก่อนถึงวันเลือกตั้ง การตรวจสอบต้องมีด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นประชาธิปไตยจำแลง ประชาธิปไตย 4 วินาทีช่วงที่เข้าคูหากาบัตรเท่านั้น ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีการตรวจสอบตลอดเวลา ภาคประชาชนต้องเข้มแข็ง เพื่อให้การพยายามทำให้ระบบบิดเบี้ยวไปจากหลักการทำยากขึ้น" รศ.ดร.ไชยันต์ กล่าว





