หลังตอบรับเข้าร่วม "สภาปฏิรูปการเมือง" หลายคนได้คาดหวังอยากให้ความขัดแย้งทางการเมืองยุติลง
แต่ก็ยังไม่เสนอทางออกใดๆ โดยต้องการขอรอฟังการประชุมก่อน ขณะที่บางคนก็มีข้อเสนอที่คิดว่าน่าจะนำไปสู่การขจัดความขัดแย้งในสังคมลงได้
อานันท์ ปันยารชุน ให้เหตุผลที่ตอบรับเข้าร่วมสภาปฎิรูปว่า เนื่องจากต้องการเห็นการแก้ไขปัญหาในบ้านเมือง แม้ขณะนี้การวางกรอบจะยังไม่ชัดเจนว่าจะหารือในเรื่องใด แต่ได้เสนอแนวทางต่อพงศ์เทพและวราเทพ ในการกำหนดทิศทางและการออกแบบเวทีการหารือให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้การหารือหาทางออก เกิดความสับสน
บรรหาร ศิลปอาชา เสนอทางออกสลายความขัดแย้งภายในประเทศ ด้วยการเชิญทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐประหาร ฝ่ายค้าน ร่วมจัดรัฐบาล บริหารประเทศ 1 ปี ก่อนลงสนามเลือกตั้งใหม่ เหมือนกับต่างประเทศ คิดว่าถึงเวลาเดินหน้าได้แล้ว ไม่เช่นนั้นความสงบไม่เกิด จะทำลายเศรษฐกิจ และกระทบการท่องเที่ยว
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชี้่ว่า การที่คนไทยมีความขัดแย้งกันอยู่แบบนี้ เป็นสิ่งที่เสียหาย นำมาซึ่งความไม่มั่นคงของชาติ และอาจจะสูญเสียความเป็นชาติในที่สุด สิ่งสำคัญสูงสุดเหนือสิ่งอื่นใด เหนือกฎหมาย เหนือทุกสิ่ง คือความอยู่รอดของชาติ ต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนเพื่อให้เกิดสันติสุข ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน หรือองค์กรไหน
"ควรนำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ ซึ่งรวมถึงสิ่งที่ คอป.(คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) ได้ทำมาหลายปีและมีข้อเสนอที่น่าสนใจ ขณะเดียวกันต้องมาพิจารณาวิเคราะห์กันว่าปัญหาเกิดจากอะไร เดี๋ยวก็แก้ไขได้ไม่ยากถ้ามีเจตนาที่แท้จริงที่จะสร้างความสงบสุขให้บ้านเมือง"
พิชัย รัตตกุล เห็นว่า ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ เหมือนมองไม่เห็นทาง เพราะความขัดแย้งก็เหมือนรถที่ติดหล่ม หากคนบนรถไม่ลงมาช่วยคนขับจะขับต่อไปได้อย่างไร ซึ่งการทำงานต้องไม่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย แต่เพื่อประชาชน อย่าเอาเรื่องพรรคเรื่องส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ต้องนำเรื่องเก่ามาดูและต้องมีความเจ็บปวดบ้าง หากสำเร็จถือเป็นเรื่องดี
อุทัย พิมพ์ใจชน ระบุถึงเหตุที่ตอบรับเข้าร่วมหาทางออกให้ประเทศว่า ในฐานะอดีตนักการเมือง เมื่อบ้านเมืองเกิดปัญหา ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยไม่มีเงื่อนไข และไม่ขอรับตำแหน่งใดทางการเมือง
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล มองว่า ในอนาคตหากมีการวางโครงสร้างทางการเมืองที่ดีก็จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีมากขึ้น เหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีโครงสร้างการเมืองที่ดีอย่างในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาการพัฒนาทางเศรษฐกิจก็สามารถทำได้ง่าย
อิสระ ว่องกุศลกิจ เห็นว่า ความมั่นคงทางการเมืองมีความสำคัญต่อการทำธุรกิจ และช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการลงทุนในระยะยาวได้ เชื่อว่าการพูดคุยจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้คนใชนชาติมีความปรองดองกันได้ ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรต้องหารือกัน
ธวัชชัย ยงกิตติกุล ระบุว่า ปัญหาการเมืองจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนั้นหากมีเวทีในการพูดคุยและลดความขัดแย้งในสังคมลงได้ ก็ควรที่จะได้รับการสนับสนุน เนื่องจากเมื่อคนในชาติมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต





