สภาปฎิรูปการเมือง ความหวังยุติ"ขัดแย้ง"? (ตอน 1)
ดำเนินการคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วกับการประสานงาน เชิญชวนตัวแทนจากกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา ตัวแทนองค์กรเอกชนและจากภาคส่วนสังคม ตลอดจนหัวหน้าพรรคการเมือง ให้เข้าร่วม "สภาปฏิรูปการเมือง" หรือ "สภาปรองดอง" เพื่อร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศและยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ตามนโยบายของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม
เพราะทันทีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงาน ทั้ง พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ ก็เดินสายทาบทามกลุ่มเป้าหมายไม่หยุดหย่อน
สำหรับบุคคลที่รัฐบาลส่งเทียบเชิญ และตอบตกลงแล้ว ประกอบด้วย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อุกฤษ มงคลนาวิน อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)
อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา พิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา สุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคชาติพัฒนา พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549
อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติวิธีและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กระมล ทองธรรมชาติ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยลงมติให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่มีความผิดในคดีซุกหุ้น
วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
หลังการเชิญบุคคลต่างเข้าร่วมเวทีปฎิรูปการเมือง มีความคืบหน้าไปพอสมควร พงศ์เทพ และ วราเทพ ก็ได้เข้ารายงานความคืบหน้าให้นายกฯยิ่งลักษณ์รับทราบ ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี อาคารรัฐสภา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 14 ส.ค.2556 ที่ผ่านมา โดยมีเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ร่วมหารือด้วย
หลังการหารือ พงศ์เทพ บอกว่า เบื้องต้นกำหนดนัดประชุมสภาปฎิรูปการเมือง นัดแรก ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เพื่อให้แต่ละคนที่เข้าร่วมสะท้อนมุมมองและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย สำหรับตัวบุคคลที่ได้ตอบรับเข้าร่วมวง น่าจะมีจำนวน 50 คนขึ้นไป
"ช่วงแรกในการเปิดหารือจะอยู่ที่ 50 คน ไม่เกิน 100 คน เพราะหากมีจำนวนน้อยไปจะไม่หลากหลาย แต่หากมากไปการพูดคุยก็อาจจะไม่ทั่วถึง เนื่องจากเวทีนี้เป็นการเปิดโอกาสรับฟังซึ่งกันและกัน และช่วยกันคิดอนาคตของประเทศไทย ภายใต้กรอบกติกา และเชื่อว่าเวทีดังกล่าวจะสามารถนำไปขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคนได้"
พงศ์เทพ ระบุด้วยว่า คู่ขัดแย้งต่างๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงาน หากยังไม่ตอบรับขณะนี้ก็ไม่กังวล เพราะเชื่อว่าเมื่อเห็นการหารือนัดแรกว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นและความบริสุทธิ์ใจในการแก้ปัญหา บุคคลต่างๆ ที่ยังลังเลก็จะสบายใจและคงจะตอบรับเข้าร่วมมากขึ้น
เมื่อไล่เลียงดูรายชื่อบุคคลต่างๆ ที่ได้รับเชิญและตอบรับเข้าร่วม ส่วนใหญ่ดูจะเป็นคนที่มีทัศนะคติทางการเมือง เป็นไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะมีที่เป็นกลางๆ ก็คือตัวแทนจากภาคเอกชน
แต่ "ขั้วตรงข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ" อย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" ที่ถูกมองว่ามี "อำมาตย์" หนุนหลัง และ "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" กลับปฎิเสธการร่วมวงอย่างสิ้นเชิง
โดย "ประชาธิปัตย์" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าพรรค มีจุดยืนว่า รัฐบาลจะต้องถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เขามองว่าเป็นตัวก่อความขัดแย้งในสังคม ออกไปเสียก่อน แล้วจึงเชิญทุกฝ่ายมาร่วมหารือในจุดร่วมที่เห็นพ้องกัน เพื่อสร้างความไว้วางใจกันก็จะสามารถแก้ไขปัญหาลงได้
อภสิทธิ์ ยังมองด้วยว่า การที่รัฐเชิญบุคคลต่างๆ เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง เป็นความต่อเนื่องของการรุกคืบของ พ.ต.ท.ทักษิร ชินวัตร หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวาระที่ 1 และเริ่มมีการรุกคืบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในมาตรา 309 เพี่อที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรมในคดีความผิดของตัวเอง
หาก "ประชาธิปัตย์" และ "กลุ่มพันธมิตร" ไม่เข้าร่วมวงหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในครั้่งนี้ การเดินหน้า "สภาปฏิรูปการเมือง" ของรัฐบาล ก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นการ "ตบมือข้างเดียว" หรืออาจจะเป็นการ "ฟังความข้างเดียว" แนวทางแก้ไขปัญหาที่จะออกมา ก็อาจเป็นแค่การแก้ไขปัญหาให้กับคนฝ่ายเดียว ซึ่งไม่น่าจะนำไปสู่การมีทางออกสำหรับปัญหาความขัดแย้งที่เผชิญกันอยู่ในขณะนี้ได้
ความคาดหวังของรัฐบาลที่ต้องการเห็น "บ้านเมืองปรองดอง" อาจจะเกิดขึ้นได้จริงก็ได้ หาก "ใครบางคน" ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง





