"พงศ์เทพ"อัดศาลรธน.ควรมีมาตรฐานในการตัดสินคดี ยันนิติบัญญัติมีอำนาจสูงสุดในการแก้ไขรธน.เพียงองค์กรเดียว
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการหอกระจายข่าว เอฟเอ็ม92.5เมกะเฮริทซ์ กรณีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มาตรา 291 และมาตรา 190 , 68 , 237 และที่มาของส.ว.ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มาจากการยึดอำนาจโดยไม่มีตัวแทนประชาชนร่วมพิจารณา แม้มีการลงประชามติแบบที่ไม่มีที่ใดในโลกทำคือ รับและไม่รับรัฐธรรมนูญ 2550 ตอนนั้นหากจำกันได้ บางฝ่ายพูดว่าหากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติ คมช.จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับปรุงก็ได้และตอนนั้นมีคำขู่ด้วย
นายพงศ์เทพกล่าวว่า สสร. 2550 บางคนบอกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง แต่มาถึงตอนนี้คนเหล่านี้เงียบหายไปหมด ย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เคยแก้ไขหนึ่งครั้งแล้วในช่วงรัฐบาลที่แล้ว และที่ผ่านมานายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรีที่ศึกษาเรื่องนี้ก็บอกว่าควรแก้ไข รวมทั้งพรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้และบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาล อนึ่งศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาเรื่องนี้ไว้นั้น ในความเห็นของตนนั้น ไม่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งนี้ไม่มีองค์กรใดชี้ขาดได้ เพราะองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศในการตรากฎหมายคือฝ่ายนิติบัญญัติ หากรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์กรอื่นไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวและไม่มีอำนาจบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้
นายพงศ์เทพกล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 68 แบบไม่มีเหตุผล เพราะศาลไม่ได้บอกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะล้มล้างการปกครอง แต่ศาลกลับให้ความเห็นแนะนำว่า ควรให้ประชาชนลงประชามติก่อนว่าจะเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ โดยตนมองว่าไม่ค่อยมีเหตุผล
"ร่างที่เสนอไปยังสภานั้น สสร.จะยกร่างก่อนไปทำประชามติ มันต้องยกร่างก่อนแล้วนำไปเสนอประชาชนตัดสินว่าจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือจะใช้ฉบับใหม่ การไปสอบถามประชาชนก่อนมันได้ประโยชน์อะไร สู้รอดูร่างฉบับใหม่ก่อนแล้วค่อยทำประชามติ รัฐบาลมอบให้มหาวิทยาลัยสามแห่งคือจุฬา ธรรมศาสตร์ รามคำแหง ช่วยดูและให้ความเห็น ตอนนี้รอสองสถาบันส่งความเห็นกลับมา แต่ธรรมศาสตร์เสนอแล้วคือ แก้ไขไม่ได้เพราะล้มล้างการปกครอง และแก้ไขได้เพราะเคยทำกันมาแล้วในการยกร่างขึ้นมาเป็นฉบับใหม่ ส่วนความเห็นของศาลในการทำประชามตินั้น ธรรมศาสตร์ระบุว่า ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพราะเป็นข้อแนะนำ แต่อาจมีผลกระทบทางการเมืองที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ส่วนประชามติหลังยกร่างนั้น ธรรมศาสตร์บอกว่าต้องทำประชามติก่อนตามที่ศาลแนะนำ แต่ตนมองว่าทำประชามติรอบแรกใช้เงินสองพันกว่าล้านบาท และต้องทำประชามติหลังยกร่างเสร็จที่ใช้เงินเท่ากัน ประชาชนน่าจะคิดได้ว่าควรทำประชามติรอบเดียวหรือสองรอบ รวมทั้งธรรมศาสตร์ยังมีความเห็นว่าข้อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นต้องให้สมาชิกรัฐสภายอมรับกันก่อน" นายพงศ์เทพ กล่าว
นายพงศ์เทพ กล่าวต่อว่าไม่กังวลกับการฟ้องร้องของบางหน่วยงานในเรื่องนี้ เพราะตั้งใจทำถูกต้อง ขอเพียงว่าผู้วินิจฉัยควรใช้มาตรฐานเดียวและยึดหลักนิติธรรมในกฎหมาย รัฐบาลไม่กังวล แต่ที่ผ่านมาบางองค์กรที่ตัดสินคดีนั้น หลายคนงงเพราะการตัดสินนั้นไม่มีเหตุผลในการตีความทางกฎหมาย และตัดสินไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันจนประเทศไทยเกิดปัญหา ย้ำว่ารัฐบาลดำเนินการเพื่อประโยชน์ประชาชน รัฐบาลรับฟังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและอัยการสูงสุดรวมทั้งฝ่ายต่างๆในหน่วยงานรัฐบาลก่อนดำเนินการในเรื่องต่างๆทางกฎหมาย แต่กฎหมายนั้นตีความต่างกันได้เพราะศาลยังมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในการตัดสินคดีเดียวกันเลย เพราะมุมมองทางกฎหมายที่แตกต่างกันได้





