ศาลอาญานัดฟังคำสั่งไต่สวนศพ"อากง" 30 ต.ค.นี้ หลังอัยการนำแพทย์ร่วมผ่าศพ เบิกความปากสุดท้าย ระบุตายจากมะเร็งลุกลามตับ
ศาลไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ อช. 10/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องไต่สวนการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง อายุ 61 ปี ที่ถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 20 ปี ฐานหมิ่นเบื้องสูง และเสียชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 55 เพื่อให้ศาลทำคำสั่งว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงสาเหตุและพฤติการณ์การตายตาม ป.วิอาญา มาตรา 150 โดยอัยการ นำ นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผอ.รพ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ แพทย์ที่ร่วมสังเกตการณ์การผ่าชันสูตรพลิกศพนายอำพล ที่สถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ เบิกความเป็นพยาน สรุปว่า สภาพศพนายอำพลก่อนผ่าชันสูตรนั้น ช่องท้องบวมโต ร่างกายผอม เมื่อผ่าเปิดผนังช่องท้องมีน้ำทะลักออกมากกว่า 200 ซีซี ไม่พบความผิดปกติของอวัยวะภายใน แต่พบว่าที่ผนังช่องท้องและไขมันบริเวณตับมีจุดมะเร็งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งแพทย์ชันสูตรศพสันนิษฐานว่ามีสาเหตุจากมะเร็งลุกลามที่ตับ โดยที่ไม่ได้ดูเวชระเบียนประวัติการรักษา นายอำพล ที่ รพ.ราชทัณฑ์ประกอบ
ขณะที่ระหว่างการไต่สวน อัยการได้นำเวชระเบียนของ รพ.ราชทัณฑ์ ที่ทำการรักษา นายอำพล ยื่นแสดงต่อศาลประกอบการเบิกความ ว่า นายอำพล มีการปวดท้องอย่างรุนแรง และช่องท้องบวม ตาเหลือง โดยลักษณะกายภาพเช่นนี้แพทย์สันนิษฐานได้ทันทีว่า มีอาการเกี่ยวกับตับ ต้องรักษาตามอาการ ก่อนตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยปกติแพทย์จะเจาะในช่องท้อง เพื่อบรรเทาอาการอึดอัดของผู้ป่วย แล้วนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการร่วมกับผลเลือด เพื่อหาข้อบงชี้โรคมะเร็ง สารโปรตีน น้ำตาล
แต่ในเวชระเบียนไม่พบการบันทึกว่ามีการเจาะน้ำในช่องท้อง กระทั่งถึงวันที่ 5 พ.ค.55 ซึ่งเป็นวันที่นายอำพลเสียชีวิต แพทย์ระบุว่า ช่วงเช้านายอำพลมีอาการปวดท้อง ช่องท้องบวมโต แต่พูดคุยรู้เรื่องช่วยเหลือตัวเองได้ พยาบาลก็ได้เจาะเลือดเพื่อไปตรวจและจ่ายยาขับปัสสาวะ , วิตามินบี และลดการบีบหัวใจเช่นเดิม กระทั่งเวลา 09.00 นายอำพลมีอาการปวดท้องรุนแรงจนไม่รู้สึกตัว จับชีพจรไม่ได้ ที่มือและเท้ามีอาการเขียว พยาบาลจึงใช้เครื่องช่วยหายใจแบบมือบีบ พร้อมกับใช้มือนวดกล้ามเนื้อหัวใจ และพยายามให้น้ำเกลือ แต่ไม่สามารถให้ได้ โดยระหว่างนั้นผู้ป่วยมีอาการม่านตาขยายทั้ง 2 ข้าง วัดชีพจรไม่ได้ จับชีพจรไม่พบ จึงรายงานให้แพทย์ ทราบในเวลา 09.10 น. ว่านายอำพลเสียชีวิตแล้ว
นพ.กิติภูมิ เบิกความถึงกระบวนการกู้ชีพผู้ป่วยวิกฤต ตามมาตรฐานแพทยสภาด้วยว่า ต้องมีแพทย์คอยกำกับดูแล แม้เริ่มต้นพยาบาลสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องมีแพทย์วินิจฉัยการให้ใช้ยากระตุ้นหัวใจ เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า ซึ่งในเวชระเบียนนายอำพลไม่พบว่ามีแพทย์ร่วมกู้ชีพด้วย หากมีการกู้ชีพตามหลักวิชาการแพทย์อาจช่วยยื้อชีวิตได้นานถึง 6 เดือน แม้จะป่วยมะเร็งตับก็ตาม ดังนั้น จึงสรุปตามความเห็นแพทย์ว่า นายอำพลไม่ได้รับการรักษาตามอาการ ขณะที่ผลการผ่าชันสูตรพลิกศพยังพบหินปูนปิดเส้นเลือดหัวใจแขนงซ้ายกว่าร้อยละ 60 ซึ่งมีผลต่อระบบซูบฉีดหัวใจ นายอำพลจึงเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ที่มีสาเหตุจากขาดการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน ทั้งที่โรงพยาบาลทั่วไปแม้จะเป็น รพ.ราชทัณฑ์ ต้องมีเครื่องกู้ชีพ
ภายหลังอัยการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้ว ศาลได้นัดฟังคำสั่ง ในวันที่ 30 ต.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
ด้านนางรสมาริน ตั้งนพกุล ภรรยาอากง ถึงกับร้องไห้ระหว่างฟังการเบิกความ พร้อมระบุว่า เท่าที่ฟังการไต่สวนมาตลอด 8 นัด สรุปได้ว่า อากง ถูกทอดทิ้งจากแพทย์และพยาบาล ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ และตนได้ยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ ต่อศาลปกครอง ที่กระทำละเมิดด้วยความประมาทเลินเล่อในการรักษาอาการป่วยของสามีจนกระทั่งเสียชีวิตแล้ว





