ครม.ห่วงปมน้ำมันดิบรั่ว จ.ระยอง ด้านกระทรวงพลังงาน สั่งปตท.แจ้งบริษัทในเครือเปลี่ยนอุปกรณ์ขนถ่ายน้ำมัน
ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำมันดิบรั่วไหล ที่บริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จ.ระยอง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านั้น กระทรวงพลังงานได้แจ้งให้ครม.ทราบว่า กรณีประเด็นการเยียวยาได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นตัวกลางในการประสานงานกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อที่จะได้รับเงินค่าชดเชยความเสียหายจากบริษัทปตท. ซึ่งบริษัทปตท.ระบุว่ายินดีที่จะรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยความเสียหายให้ทันที โดยขณะนี้มีผู้ที่ยื่นแสดงความประสงค์เพื่อขอรับเงินเยียวยากับผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง จำนวน 500 ราย
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แจ้งให้บริษัทในเครือของปตท.ทั้งหมด จัดกิจกรรมงานสัมนา งานอีเว้นท์ โดยใช้อ่าวพร้าวเป็นสถานที่ในการจัดงาน ทั้งนี้เพื่อเป็นการชดเชยรายได้จากการท่องเที่ยว ที่อาจจะหายไปจากกรณีน้ำมันดิบรั่ว และยังเป็นการกระตุ้นความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้เชื่อมั่นว่า อ่าวพร้าวจะสามารถกลับมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาระยะยาวว่า กระทรวงพลังงานได้สั่งการไปยังบริษัทปตท. ให้แจ้งบริษัทในเครือทั้งหมดของบริษัทปตท. ให้เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ที่ใช้ในการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล คือท่ออ่อน ซึ่งมีปัญหาทำให้น้ำมันดิบรั่วในครั้งนี้ จากเดิมที่ใช้ท่ออ่อนเพียงชั้นเดียวมาเป็นท่ออ่อนแบบสองชั้น ซึ่งจะมีการติดตั้งระบบไฟเตือนฉุกเฉินเพื่อเป็นการเตือนภัยล่วงหน้าหากเกิดกรณีที่การรั่วไหลของน้ำมันเพราะจะได้ทราบล่วงหน้า มีเวลาในการยับยั้งภัยและแก้ไขปัญหาได้ทัน ขณะเดียวกันยังได้สั่งการให้หน่วยงานอื่นๆที่ได้รับสัมปทานน้ำมันในทะเลอ่าวไทยทั้งหมดเปลี่ยนแปลงมาใช้ท่ออ่อนสองชั้นแบบใหม่ โดยกระทรวงทรัพยากรฯก็จะรับหน้าที่ในการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมถึงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาวต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข จะดูแลและศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ ทั้งประชาชนในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ทำหน้าที่กู้ภัย โดยจะติดตามผลกระทบทางด้านสุขภาพเฉลี่ยระยะเวลา 5 ปี
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มองว่าการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ควรให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไปศึกษาข้อกฎหมายเกี่ยวกับภัยพิบัติ และให้จัดกลุ่มประเภทของภัยพิบัติให้ครอบคลุมปัญหาทุกรูปแบบ โดยเฉพาะปัญหาที่ไม่เกิดขึ้นมาก่อนแบบกรณีน้ำมันดิบรั่ว ซึ่งปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมและยังไม่จัดอยู่ในกลุ่มภัยพิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งองค์กรที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ รวมทั้งยังขอให้บรรจุกองทัพเรือเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของคณะทำงานแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ เนื่องจากกองทัพเรือ มีความพร้อมด้านบุคคลากร อุปกรณ์ และเทคโนโลยี





