เปิดใจ"วสันต์"ก่อนพ้นประธานศาลรธน. ชี้ ย้ำรธน.ม.68 เป็นอำนาจสิทธิของประชาชนไม่ใช่ของอัยการ
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเปิดใจก่อนพ้นจากตำแหน่งในวันพรุ่งนี้ (1 ส.ค.)ว่า ยืนยันว่าการลาออกจากตุลาการและประธานศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นตามสัญญาสุภาพบุรษที่ได้ให้ไว้กับคณะตุลาการฯเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเหตุผลอย่างอื่นอย่างที่ไปตีความกัน ซึ่งหากสื่อไปย้อนดูข่าวในช่วงนั้นก็จะเห็นว่า ตนได้พูดถึงความตั้งใจในการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะไม่อยู่ในตำแหน่งประธานฯจนครบวาระ จะเป็นแบบมาเร็วเคลมเร็วไปเร็ว จัดแถวสำนักงานเป็นระเบียบเรียบร้อย เสร็จเมื่อไร พร้อมไปทันที และยังได้บอกต่อคณะตุลาการฯแล้วว่า เดิมตั้งใจจะอยู่ในตำแหน่งตุลาการ เพียงแค่ต้นปี 55 แต่เมื่อเพื่อนตุลาการมอบหมายภาระนี้มาให้ ก็จะจัดแถวงานในสำนักงานให้ตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเสร็จเรียบร้อย จะไปทันที จะไม่อยู่จนครบวาระ แต่เบื้องต้นมีข้อตกลงกันว่าจะอยู่ในตำแหน่งประธาน 2ปี
"แม้ว่าตอนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้เข้ามาและมีการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อ พ.ค.51 ตกลงกันคือ 3ปี ไม่ใช่ 2ปี แต่เมื่อมันล่วงเลยจนมาถึงกลางปี 54 ซึ่งเกิน 3 ปีมามากแล้ว ก็เลยเปลี่ยนข้อตกลงกันใหม่ว่า แค่ 2 ปี และผมก็ได้ย้ำต่อที่ประชุมตุลาการฯด้วยว่า ผมไม่ประสงค์ที่จะอยู่เป็นประธานฯครบ 2ปี และหากออกจากตำแหน่งประธาน ก็จะออกจากตำแหน่งตุลาการด้วย ซึ่งผมพูดประโยคนี้มาตั้งแต่การสรรหาประธานฯปี 51 ว่า ที่ตกลงกัน3 ปี หากจะลาออกจากประธานฯควรที่จะลาออกจากตุลาการไปเลย แต่ตอนหลังมีการขออยู่ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล หากเป็นผมถ้าจะไปก็ไปเลย" นายวสันต์ กล่าวและว่า ความจริง ตนก็ได้เตรียมเอกสารไว้แล้วว่า จะออกวันที่ 2พ.ค.ที่ผ่านมา แต่บังเอิญว่ามีม็อบมาขับไล่ จึงยังออกไม่ได้ เพราะถ้าเขาประสบความสำเร็จ เขาก็จะไปรุกรานองค์กรอื่น เพิ่มค่าตัว ซึ่งม็อบที่มาควรจะเสียใจ เพราะถ้าอยู่เฉย ๆ ตนไปตั้งแต่พ.ค.แล้ว หรือถ้าม็อบอยู่ถึงตอนนี้ก็จะยังไม่ออก
ส่วนที่มีการมองว่า ตุลาการฯมีการผลัดเปลี่ยนกันเป็นประธานเนื่องจากต้องการได้เครื่องราชอิสริยภรณ์นั้น ก็ไม่จริง เพราะพวกตนได้เครื่องราชฯ ชั้นสูงสุด มาตั้งแต่ก่อนที่จะมาอยู่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตนได้สายสะพายสูงสุดตั้งแต่ปี 40 เพราะฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวกับเครื่องราชฯ หรือที่มีการวิจารณ์ว่าไปเพราะหนีงานหนัก ก็ไม่ใช่ เพราะถ้าหมายถึงกฎหมายที่กำลังอยู่ในสภา คงไม่เรียกว่างานหนัก อย่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ว่าจะมา ก็ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร และจะมาหรือไม่ ขณะที่พ.ร.บ. นิรโทษกรรม หรือกฎหมายปรองดอง ตนปาฐกถาไว้ในงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ แล้วว่า การจะเขียนกฎหมายใดขอให้ดูรัฐธรรมนูญว่ากฎหมายที่จะออกมันไปขัดหรือแย้งหรือไม่ โดยดูใน 3 เรื่อง 1.ต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม หรือหลักกฎหมายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง 2.ถ้าไปออกกฎหมายเพื่อคนๆ เดียว ก็จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ 3.ถ้ามีลักษณะเลืออกปฏิบัติไม่เป็นธรรมก็ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ถ้าไม่ขัด 3 ข้อนี้แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาหรือจะเป็นเรื่องยากเย็นอะไร การลาออกตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่มีอนาคตว่ากฎหมายเหล่านี้จะมาหรือไม่ หรือมาอย่างไร
"มีคนคาดหมายเยอะว่าผมออกแล้วจะไปเป็นกกต. หรือกรรมการในองค์กรอิสระ องค์กรรัฐอื่น บอกเลยว่าถ้าเป็นภาครัฐคงยุติแล้ว เว้นแต่งานวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ซึ่งก็คงทำต่อเพราะยังเป็นวิทยากรของสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ ของศาลยุติธรรม มาตั้งแต่ปี39 จนถึงปัจจุบัน อาจเป็นงานภาคเอกชน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ขอเขียนต้นฉบับพ็อคเก็ตบุ๊ค ชีวิตการเป็นตุลาการให้เสร็จก่อน ซึ่งก็มีสื่อทีวีบางช่องไปเสนอข่าวว่า ผมลาออกเพื่อเอาเวลาไปดูแลภรรยาที่นอนพักรักษาตัวในไอซียู จริง ๆ ยืนยันว่าภรรยาผมยังสบายดีอยู่ ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ส่วนงานการบ้านการเมือง คงไม่ยุ่งและสื่อมาลากผมเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะฟ้อง เพราะมีเวลาว่างเยอะที่จะเป็นทนายให้ตัวเอง"
ทั้งนี้นายวสันต์ ยังได้แสดงความพอใจผลงานตลอดการดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ 1 ปี 9 เพราะนอกจากจะสามารถสะสางงานคดีที่คั่งค้างอยู่ตั้งแต่ปี51 ให้แล้วเสร็จ มีการวางกฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการงานคดีและการทำลายสำนวนคดีเก่า การเผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชน เพื่อให้เข้าใจ หลักรัฐธรรมนูญ หลักประชาธิปไตย ให้เข้าใจว่าการบริหารบ้านเมืองต้องทำตามกฎหมาย ไม่ใช่พอมีเสียงข้างมากแล้วสามารถบริหารราชการแผ่นดินตามอำเภอใจได้ รวมถึงโครงการจัดอบรมหลักสูตรบริหารงานยุติธรรมระดับสูง และการสร้างความสามัคคีในองค์กรที่ทำได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงถึงกรณีมีกระแสข่าวที่ระบุว่า นายวสันต์ ยอมรับสารภาพว่าตัดสินคดีชิมไปบ่นไปของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ผิดพลาด ว่า คดีนี้ไม่ว่าจะตัดสินอีกกี่ร้อยพันครั้งก็ไม่เปลี่ยน เพราะเป็นมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ที่ตนว่าผิดพลาดก็คือรูปแบบการเขียนคำวินิจฉัยเท่านั้นที่หัวหางสลับกันทำประชาชนไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับคดียุบ 3 พรรค กรรมการบริหารพรรคโกงเลือกตั้งศาลฎีกามีคำพิพากษามาแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อกฎหมายเท่านั้นซึ่งคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นไมได้ และตนไม่เคยพูดว่าที่ศาลต้องวินิจฉัยเช่นนี้ เพื่อความสงบเรียบร้อย หรือเรื่องเขตอำนาจศาล ที่มีการพูดกันมากกว่ารัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญทำไมศาลจึงไม่รับวินิจฉัย เช่นกรณีรับจำนำข้าว รัฐไปแย่งพ่อค้าทำมาหากิน หรือการที่รัฐไม่แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปี แม้จะผิดรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่มีข้อใดในกฎหมายให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัย ขนาดที่เป็นอำนาจเขายังงอแงเลย
เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกลากเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง นายวสันต์กล่าวว่า ก็มันขัดแย้งกันไม่เลิก ศาลก็พยายามทำตัวให้เป็นกลาง แต่ถ้าสังเกตจะเห็นว่าต่างฝ่ายก็อยากจะชนะ ซึ่งการจะชนะนั้นก็ควรต้องคิดก่อนว่า ตัวเองทำตามกฎหมายแค่ไหน และการสู้คดีทำเป็นแค่ไหน โดยในส่วนของตุลาการยืนยันได้ว่าแต่ละคนมีความเป็นอิสระต่อกัน ควบคุมกันไม่ได้ เราเพียงแต่ระวังปัญหาเรื่องการลงมติที่เสียงอาจออกมาเท่านั้น เพราะตามกฎหมายไม่ให้ประธานทำหน้าที่ชี้ขาดได้ จึงต้องคุยและประนีประนอมกันจนกระทั่งออกตรงกลางให้ได้ แต่ตุลาการทุกคนจะปลอดจากการเมืองหรือไม่ ตนไม่ทราบ ส่วนตัวไม่มีใครมาสั่งได้ และทุกคนรู้ดีว่าถ้ามาสั่งตนจะถูกด่า
ศาลมีหน้าที่ตัดสินคดีเราไม่มีหน้าที่ ไม่ได้มีหน้าที่ไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์การเมือง บางครั้งอยากทำอย่างโน่นอย่างนี้ แต่ก็ทำไม่ได้ ศาลก็ต้องเป็นศาล คนเป็นตุลาการศาล มีรัก มีชอบ มีเกลียดกันทุกคน แต่เมื่อเวลาตัดสินคดี สิ่งเหล่านั้นต้องทิ้งไปทั้งหมด อย่างการรับวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา291 และมาตรา 68 ที่มีการวิจารณ์ว่าศาลทำให้การเมืองหยุดชะงักนั้น ความจริงเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจในเมื่อมาตรา 68อยู่ในหมวดว่าด้วยสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพของอัยการสูงสุด ซึ่งไม่ต้องเป็นห่วงว่าคนจะร้องไม่เป็นที่สิ้นสุด ถ้าร้องเข้ามาไม่เข้าท่าก็ไม่รับ ซึ่งกรณีแก้ไขมาตรา68 อาจจะไม่ต้องรีบแล้วก็ได้ เพราะทราบว่าในรัฐสภาจะมีการนำประเด็นแก้ไขเรื่องที่มาส.ว.เข้าพิจารณาก่อน ตามด้วยมาตรา190 และมาตรา 68 น่าจะเป็นเรื่องสุดท้าย ซึ่งตราบใดมาตรา 68 ยังไม่ยุติ กรรมาธิการสามารถแปรญัตติใหม่ได้เสมอ แม้จะบอกว่าตอนนี้ยุติตรงนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่แน่จึงไม่ควรตีตนไปก่อนไข้"นายวสันต์ กล่าว
นายวสันต์ ยังมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีความจำเป็นที่ต้องคงอยู่แม้จะมีความพยายามแก้ไขยุบเลิก เพราะถ้าประเทศใช้หลักกฎหมายในการปกครองบ้านเมือง ก็ต้องมีคนคุมกฎกติกา ซึ่งนักการเมืองหากจะทำอะไรควรดูกฎหมายให้รอบคอบ อย่าทำสุ่มเสี่ยง แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า ฉันทำอะไรก็ถูกหมด นักกฎหมายที่เป็นลูกสมุนก็บอกว่าถูก ฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ก็บอกว่าผิดสภาพเป็นอย่างนี้เพราะความยุติเขาไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้อง แต่อยู่ที่ความถูกใจ ส่วนหนทางสร้างความปรองดอง ยังมองว่าเกิดได้ยากเพราะต่างฝ่ายหันไปคนละทาง อย่างที่ได้เคยบอกชาติหน้าก็ไม่มีทางปรองดองได้ การจะปรองดองต้องหันหน้ามาคุยกัน หรือมีคนกลางที่ 2 ฝ่ายเคารพมาช่วยไกล่เกลี่ย แต่ขณะนี้มีหรือไม่ มีฝ่ายไหนฟังใครกันบ้าง
นายวสันต์ ยังกล่าวทิ้งทายด้วยว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่ให้ฝ่ายตุลาการมีหน้าที่ไปเป็นคณะกรรมการสรรหา ส.ว. เพราะไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายตุลาการ แต่ก็ต้องไปทำเพราะกฎหมายบังคับ เป็นการทำแบบไม่เต็มใจ ไม่อยากเข้าไปยุ่ง แม้จะเข้าใจว่าผู้ร่างกฎหมายให้เครดิตเนื่องจากมองว่าฝ่ายตุลาการ เป็นคน มีความซื่อสัตย์สุจริต แต่พอมีการสรรหาที ก็มีการวิ่งมาหาจากสายโน่นสายนี้ น่ารำคาญที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ว่าการลาออกของนายวสันต์จะมีผลในวันนี้ ( 1 ส.ค.) แต่ในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวานนี้ ( 31 ก.ค.) นายวสันต์ก็ขอลาประชุม ซึ่งในส่วนของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้มีการจัดพิธีอำลาแต่อย่างใด แต่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังปรากฏข่าวนายวสันต์ยื่นหนังสือลาออก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ทยอยเข้าอำลานายวสันต์ที่ห้องทำงาน





