"ยิ่งลักษณ์"เปิดสถานทูตไทยที่ "กรุงมาปูโต" ประเทศโมซัมบิก เซ็นเอ็มโอยู 7 ฉบับ เปิดประตูการค้า การลงทุน
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือระหว่างนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายอาร์มันโด เอมิลิโอ กูเอบูซา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิก ซึ่งเป็นการหารือแบบทวิภาคี จากนั้นทั้งสองร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามความตกลงจำนวน 7 ฉบับโดยนายธีรัตถ์ เปิดเผยผลการหารือว่า ในด้านความสัมพันธ์ไทย - โมซัมบิก ผู้นำทั้งสองต่างแสดงความยินดี ต่อการเยือนโมซัมบิกอย่างเป็นทางการของผู้นำไทยในครั้งนี้ ทั้งสองประเทศได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี ให้พัฒนาก้าวหน้า ทั้งนี้ โมซัมบิกมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง โมซัมบิกกลายเป็นศูนย์กลางการค้า และเป็นประตูสู่ตลาดแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้ ซึ่งไทยถือว่าโมซัมบิกเป็นหุ้นส่วนหลัก และการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศขยายตัวอย่างน่าพอใจ รวมทั้งภาคเอกชนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในโมซัมบิกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันทางโมซัมบิกได้ขอบคุณความช่วยเหลือจากประเทศไทยในหลายด้าน รวมถึงชื่นชมประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยทั้งสองประเทศจะหาทางเพิ่มความเชื่อมั่นด้านการลงทุนระหว่างกัน
ส่วนการหารือด้านการลงทุน โฆษกฯ กล่าวว่า ไทยและโมซัมบิกยินดีสนับสนุนภาคเอกชนไทยในการเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาต่างๆของโมซัมบิก โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนไทยเข้าไปมีส่วนลงทุนในโมซัมบิกอย่างมาก ทั้งจากธุรกิจขุดเจาะก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.สผ. ซึ่งยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมในอีก 5 ปีข้างหน้า การประมูลโครงการสร้างทางรถไฟและท่าเรือทางภาคเหนือของโมซัมบิกของภาคเอกชนไทย และคาดว่าจะมีการลงทุนจากนักลงทุนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนของไทยในภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานจะมีมูลค่ามากกว่า 2หมื่นล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นการช่วยสร้างงาน และสร้างรายได้และประชาชนโมซัมบิก ทั้งนี้ทางการโมซัมบิกยืนยันที่จะช่วยปกป้องการลงทุนของนักลงทุนไทยในโมซัมบิกอีกด้วย
สำหรับด้านการค้า นายธีรัตถ์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมาจาก 123.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2010 เป็น 180.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละ 23 ต่อปี ซึ่งไทยถือเป็นหุ้นส่วนการค้าหลักในอาเซียนของโมซัมบิก ซึ่งไทยและโมซัมบิกเห็นพ้องตั้งเป้าให้ปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าในระยะเวลา 5 ปี
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า การเดินทางเยือนอาฟริกาครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ไทยได้ประกาศเปิดตัวโครงการอาสาสมัครไทย (Thai Volunteers) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทยและแอฟริกา ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ถือเป็นโครงการใหม่ และโมซัมบิกจะเป็นประเทศหลักในการดำเนินโครงการ โดยเป้าหมายไม่เพียงแค่แบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ด้านการพัฒนากับประเทศในแอฟริกาผ่านอาสาสมัครเท่านั้น แต่ยังจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการไปมาหาสู่ระหว่างประชาชนสู่ประชาชน ซึ่งโมซัมบิกยินดีสนับสุนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการเปิดสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงมาปูโต ซึ่งการเปิดสถานทูตที่กรุงมาปูโตนี้ถือเป็นแห่งที่ 9 ในแอฟริกา เพื่อสานสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ
ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐโมซัมบิกได้ร่วมเป็นประธานในการลงนามความตกลงและบันทึกความเข้าใจ 7 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางด้านการค้าและเศรษฐกิจ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางการบิน ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางทูตและราชการ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว บันทึกความเข้าใจด้านความเข้าใจด้านความมั่นคงทางอาหารผลิตภัณฑ์ ทางการเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค และความตกลงว่าความร่วมมือทางด้านพลังงาน



