พระที่ประจำอยู่สาขา 6 บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ สังกัด"เณรคำ" ได้ออกจากสำนักสงฆ์แล้ว กลายเป็นสำนักสงฆ์ร้างไม่มีพระอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่พระราชธรรมโกศล(สวัสดิ์) เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีสั่งขับเณรคำออกจากวัดแล้วพร้อมแจ้งวัดทุกจังหวัดห้ามให้เข้าสังกัด ทำให้สาขาของวัดป่าขันติธรรมของพระวิรพล อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีมี 3 สาขา โดยสาขา 1 บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร, สาขาที่ 4 บ้านคำมันปลา ต.คำเขื่อนแก้ว อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานร และสาขาที่ 6 บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
ซึ่งหลังจากที่มีข่าวการขับพระวิรพล ฉัตติโก ได้ถูกขับออกจากวัดไม่มีสังกัดอยู่ ทำให้พระที่ประจำอยู่สาขาที่ 6 บ้านหนองฝาง ต.โพธิ์ใหญ่ ได้ออกจากวัดกลายเป็นสำนักสงฆ์ร้างไม่มีพระอยู่ ซึ่งมีพื้นที่ ประมาณ 10 ไร่ ที่ได้รับบริจาคมาจากนางเตือน ศาสตร์ศิลป์ และ ผศ.สรศักดิ์ แพรคำ ข้าราชการบำนาญ เพื่อให้ตั้งสำนักสงฆ์ในหมู่บ้านโดยตั้งมาแล้วกว่า 3 ปี สภาพล้อมรอบด้วยต้นไม้เกือบเต็มพื้นที่ มีการก่อสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดใหญ่ ชื่อพระพุทธรูปศรีสุริยะธาตุศิวิไลซ์ เป็นพระประธาน รายล้อมด้วยพระพุทธรูปปางเดียวกันอีก 7 องค์ มีอาคารใช้ปฏิบัติศาสนกิจ และโรงครัวอย่างละ 1 หลัง กุฏิพักสงฆ์ขนาดใหญ่ 1 หลัง กุฏิ 5 หลัง
นายชยพล พงษ์สีดา ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานีสั่งขับพระวิรพล ฉัตติโก หรือ "หลวงปู่เณรคำ" ออกจากวัดต้องไปหาวัดสังกัดในจังหวัดอื่นแทน แต่ถ้าไม่มีวัดไหนยอมรับเข้าสังกัดตามระเบียบแล้วจะต้องสึกโดยปริยาย เพราะตามกฎมหาเถรสมาคมพระต้องมีต้นสังกัดชัดเจน
ส่วนกรณีมีสาขาวัดป่าขันติบารมีพระวิรพล ฉัตติโก หรือ "หลวงปู่เณรคำ" 3 สาขาที่จังหวัดอุบลราชธานีซึ่งทั้ง 3 สาขายังไม่ได้มีผลทางด้านกฎหมายเพราะเป็นเพียงสำนักสงฆ์เท่านั้นยังไม่ได้ขออนุญาตตั้งเป็นวัดที่ถูกต้อง หากเจ้าของที่ดินที่บริจาคจะเอาที่ดินคืนก็มีสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งหากกรณีขอตั้งเป็นวัดเจ้าของที่ดินที่บริจาคไม่มีสิทธิขอคืน เนื่องจากมีสัญญายินยอมที่ทำไว้ แต่กรณีสาขาของวัดป่าขันติบารมี เป็นสำนักสงฆ์ไม่มีกฎหมายรองรับเจ้าของที่ดินมีสิทธินำกลับคืนมาได้รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ทั้งหมดจะไม่มีความผิด ซึ่งเหมือนกับว่ามีคนเข้าไปสร้างบ้านในที่สาธารณะ สิ่งปลูกสร้างต่างๆก็จะต้องตกเป็นของหลวง





