"ยิ่งลักษณ์"แนะสตช. ตรวจผลงานสร้างโรงพักของบริษัทพีซีซี ด้านสตช.ยังต้องสร้างสถานีตำรวจทดแทนอยู่
ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.รับทราบคำขอของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ที่ขอให้มีการขยายระยะเวลากันเงิน ไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีงบประมาณเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน จำนวน 396 แห่ง โดยขยายจาก ปี 2556 ไปจนถึง2558 โดยให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการโครงการก่อสร้างอาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชัดที่แล้ว
รองโฆษกฯ กล่าวว่า สตช.แจ้งให้ที่ประชุมครม.ทราบถึงความต้องการของสถานีตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ที่ยังคงต้องการก่อสร้าง เนื่องจากมีปัญหาว่าบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อป เม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง ก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทนเป็นจำนวน 396 หลัง ในวงเงิน 6 พันล้านบาท ไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ภายใน 450 วัน ตามข้อกำหนดของสัญญาจ้าง เลขที่ ยธ.13/2554ลงวันที่ 25 มี.ค. 2554 และสตช.ก็ได้บอกเลิกสัญญากับบริษัทดังกล่าวแล้ว และได้มีการเบิกจ่ายให้กับผู้ว่าจ้างไปแล้ว ประมาณ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้สตช.ยังมีความต้องการ ที่จะก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนอยู่
ร.ท. หญิงสุณิสา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นว่าเพื่อความรอบคอบ รวมทั้งเพื่อประหยัดงบประมาณและรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด ขอให้สตช.ไปจัดทำรายละเอียดประกอบการพิจารณา และส่งกลับมาให้ครม.พิจารณาเข้ามาอีกครั้ง ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายว่าขอให้สตช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทบทวนว่างบประมาณเดิมที่ได้จ่ายให้กับบริษัทพีซีซี ได้มีการก่อสร้างอะไรไปแล้วบ้าง จำนวนเงินที่จ่ายไปได้รับงานในส่วนที่เหมาะสมหรือไม่
รองโฆษกฯ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ยังต้องการให้ทบทวนด้วยว่า เมื่อมีการติดตามค่าเสียหายและค่าชดใช้จากบริษัทพีซีซีแล้ว จะทำให้รัฐได้เงินกลับคืนมาเท่าใด และเมื่อนำมาคำนวณกับวงเงินก่อสร้างทั้งหมดแล้วจะทำให้มีวงเงินเหลือจากการก่อสร้างเท่าใด และนายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระมัดระวังเรื่องของการจัดทำรายละเอียดให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยจะต้องมีการแสดงเหตุผลประกอบอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่ารัฐบาลไปกลั่นแกล้งหรือไม่ให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมครม.จึงได้มีความเห็นให้สตช.ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักงบประมาณ และกรมโยธาธิการ ร่วมกันพิจารณารายละเอียดประกอบโครงการนี้ และนำส่งแล้วมาให้ครม.ได้พิจารณาอีกครั้ง





