วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลงานสภาไทยพบมีกลุ่มทุนแทรกแซง

สภาไทย ผลงานปานกลาง พบปัญหาขาดการมีส่วนร่วมปชช.-มีกลุ่มอิทธิพล ธุรกิจแทรกแซง ด้านส.ส.เพื่อไทยยันต้องไม่มีรัฐประหาร

สถาบันพระปกเกล้า จัดการสัมมนาลำดับที่ 10 เรื่อง สู่ทศวรรษแห่งความท้าทายใหม่ : บทบาทด้านรุกและรับของรัฐสภาไทย" ภายใต้โครงการศึกษา เรื่อง รัฐธรรมนูญที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย โดยในงานดังกล่าวมีการจัดการอภิปราย เรื่อ งรัฐสภาไทย : ปัญหาและแนวทางการพัฒนา ซี่งมีนักการเมืองและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

โดยนางมานวิภา อันทรทัต อดีต ส.ว.กทม. ในฐานะผู้วิจัยในโครงการประเมินการดำเนินงานของรัฐสภาไทยตามเกณฑ์ และตัวชี้วัดของสหภาพรัฐสภา (ไอพียู) สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2556 มีการสำรวจและประเมินการทำงานของสมาชิกรัฐสภา, ข้าราชการรัฐสภา ประชาชนในจังหวัดต่างๆ เพื่อการประเมินผลตามเกณฑ์ของไอพียู จำนวน 6 ด้าน ได้ผลสำรวจ คือ 1.การเป็นตัวแทนของประชาชน อยู่ระดับปานกลาง แต่ยังสิ่งที่ต่ำกว่าเกณฑ์คือ ด้านความหลากหลายของสมาชิกรัฐสภา 2.ด้านการตรวจสอบฝ่ายบริหารพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนข้างสูง แต่สิ่งที่ต่ำกว่าเกณฑ์คือการตรวจสอบเรื่องงบประมาณและการตรวจสอบฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ 3.ด้านการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่ระดับปานกลางค่อนข้างสูง แต่ยังพบว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ 4.ด้านความโปร่งใสและการเข้าถึง พบว่าอยู่ระดับปานกลาง โดยสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องอยู่คือ ความโปร่งใสและปลอดจากอิทธิพลของนักธุรกิจและกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ

นางมานวิภา กล่าวต่อว่า 5.ด้านสำนึกรับผิดชอบ พบว่าอยู่ระดับปานกลาง โดยสิ่งที่ยังบกพร่อง คือ การรายงาน ตรวจสอบและลงโทษสมาชิกรัฐสภาที่มีพฤติกรรมผิดจริยธรรมหรือเข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน และ 6. ด้านการมีส่วนร่วมนโยบายระหว่างประเทศ พบว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง แต่มีสิ่งที่บกพร่อง คือ การสร้างความมีส่วนร่วมของประชาชนด้านการกำหนดนโยบายระหว่างประเทศ ดังนั้นโดยสรุปภาพรวมการทำงานของรัฐสภายังอย่ระดับปานกลาง

ส่วนนายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่าปัญหาของรัฐสภาไทยปัจจุบัน คือการถูกสร้างภาพลักษณ์ในเชิงลบเกินความเป็นจริง ด้วยวาทะกรรมการเมือง เช่น เผด็จการรัฐสภา, เผด็จการเสียงข้างมาก ซึ่งหมายถึงเป็นความพยายามกดไม่ให้สภาฯใช้อำนาจ ดังนั้นในแนวทางแก้ไขต้องแก้ไขในภาพลักษณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการสำรวจผลงานด้านการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ โดย Word Justice Project ในส่วนของการตรวจสอบและถ่วงดุลของฝ่ายบริหารพบว่าในจากคะแนนเต็ม 100 ประเทศไทย ในปี 2009 ได้คะแนน 53, ในปี 2010 ได้คะแนน 57 คะแนน, ในปี 2011 ได้คะแนน 51 คะแนน และในปี 2012 ได้คะแนน 67 คะแนน ถือว่าเป็นภาพของการตรวจสอบที่ไม่เลวร้าย นอกจากนั้นแล้วในส่วนการทำงานของระบบรัฐสภา ควรจะส่งเสริมให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาที่เข้มแข็ง

"เรื่องการปรับครม. จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งมาจากการทำงานของฝ่ายสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะเรื่องการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ทำให้ฝ่ายบริหารต้องปรับครม. ดังนั้นการประเมินว่าสภาทำหน้าที่มีประสิทธิภาพหรือไม่อย่าติดตามผลสำเร็จเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น เพราะสุดท้ายการลงมติไม่สามารถนำตัวเขาออกได้ จะนำไปสู่แรงกดดันทางการเมืองให้เขาปรับครม."นายพรสันต์ กล่าว

ขณะที่นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การทำหน้าที่ของวุฒิสภา ที่ผ่านมายอมรับว่ามีปัญหา เพราะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้ เพราะในวุฒิสภามีการแบ่งฝ่าย ทำให้มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ เช่น มีบางประเด็นที่เห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาและควรจะได้รับการตรวจสอบ แต่ ส.ว.ที่ยืนอยู่ฝั่งรัฐบาลไม่เห็นด้วย หรือการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล แต่รัฐบาล นอกจากนั้นแล้วในบทบาทของการกลั่นกรองกฎหมายที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร พบปัญหาเช่นกันคือวุฒิสมาชิกไม่ได้ให้ความสนใจ เช่น การประชุมพิจารณาร่างกฎหมาย ช่วงของการแปรญัตติมีส.ว.นั่งฟังการอภิรายของส.ว.เพียง 10 คนจากจำนวนสว.ที่มีทั้งหมด 150 คน แต่เมื่อถึงเวลาลงมติก็วิ่งมาโหวต จึงทำให้มีปัญหาต่อการพิจารณากฎหมาย และปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน คือ วุฒิภาวะของวุฒิสภาที่ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน เพราะ ส.ว.มีวาระซ่อนเร้นส่วนบุคคล ออกไปเล่นการเมืองนอกสภา และสนับสนุนเกมการเมืองนอกสภา ทำให้วุฒิสภาถูกแบ่งแยก

"ปัญหาของรัฐสภาไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรัฐสภาเท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับระบบ และรัฐบาลด้วย เช่น เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ กลไกของรัฐสภาสำคัญที่สุดคือตัวบุคคล จิตสำนึกและความรับผิดชอบ ถ้าสมาชิกรัฐสภามีสำนึกรับผิดชอบฐานะตัวแทนประชาชน ปราศจากอิทธิพล เรื่องกฎหมายและตรวจสอบจะสามารถทำได้" นายวิชาญกล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหารัฐสภา คือต้องไม่มีการปฏิวัติ หรือยึดอำนาจเพื่อให้รัฐสภาไทยพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่หากไม่พอใจควรใช้เวทีของรัฐสภาแทนการยึดอำนาจ ส่วนการพัฒนาระบอบรัฐสภาไทยไม่ใช่แก้ที่ ส.ว. หรือ ส.ส. ต้องแก้ที่ระบบคือระบอบประชาธิปไตยที่ลงลึกทุกระดับชั้น ปัจจุบันผู้ใดอยากเป็นกำนันก็ใช้เงิน 1 ล้านบาท กล่าวคือในหมู่บ้านมี 400 เสียง ซื้อไป 250 เสียง ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน และในตำบลหนึ่งมี 10 หมู่บ้าน ซื้อหมู่บ้านละ 6 เสียง ก็ได้รับเลือกเป็นกำนันและเป็นไปตลอดชีพ ดังนั้นสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งรวมถึง ส.ว.ที่มาจากการสรรหา ต้องแก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยทั้งแท่ง

ขณะที่นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากท้าทายให้พรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะไม่ทำให้รัฐบาลล้มอย่างแน่นอน และเชื่อด้วยกว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอยู่ครบ 4 ปี และเมื่อครบ 4 ปีแล้วอยากเรียกร้องให้นำตัวเลขจีดีพี, หนี้สาธารณะ, รายได้ประชากรต่อหัว รวมถึงหนี้ครัวเรือนมาวัดเป็นผลงานไม่ใช่นำความรู้สึกนึกคิดมาวัด นอกจากนั้นแล้วพรรคเพื่อไทยที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีต้นทุนทางสังคมสูงในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเข้ามาสู่อำนาจ อยากให้เห็นร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีต้นทุนทางสังคมสูงในพื้นที่ภาคใต้ ว่าการเข้ามาสู่อำนาจแล้วต้องไม่มีการโกงเกิดขึ้น