วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แจงส่งข้อมูลโปรเจคน้ำให้อัยการก่อน12ก.ค.

"พงศ์เทพ"เผยมอบหน่วยงานเกี่ยวข้องโครงการน้ำส่งข้อมูลให้อัยการก่อน12ก.ค.นี้ และอัยการตัดสินใจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็นเกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองกลางในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทว่า ที่ประชุมได้รับฟังข้อมูลต่างๆจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ ไปอย่างไร มีขั้นตอนแบบไหน และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างไร โดยในส่วนของแผนแม่บทนั้นจากที่ได้ฟังในที่ประชุม ยังไม่มีรายละเอียดต่างๆ ที่จะสามารถไปทำการรับฟังความคิดเห็นตามที่กฎหมายบอกได้ เพราะว่ารายละเอียดต่างๆยังไม่มี จนกระทั่งวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้พิจารณาโครงการต่างๆ ที่มีข้อเสนอจากเอกชนแล้ว จึงมีความชัดเจนว่าในโมดูลต่างๆ ต้องทำอะไรบ้าง และคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติในวันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นหลังจากมีข้อมูลชัดเจนแล้วสามารถทำได้ แต่ถ้าตอนทำแผนแม่บทข้อมูลจะไม่มีความชัดเจน ไม่สามารถจะไปบอกประชาชนถึงขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นได้ ว่าจะทำอะไรตรงไหน ทั้งนี้ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่สามารถทำได้แล้ว ที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับฟังความคิดเห็นตามมติของครม.เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ซึ่งก็จะสอดคล้องกับที่ศาลปกครองกลางต้องการให้รับฟังความคิดเห็น

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า อีกส่วนก็เป็นเรื่องของการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และทำประเมินผลกระทบสุขภาพ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องทำอยู่แล้ว และในคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ก็เห็นว่าถ้าให้รัฐบาลเป็นผู้เลือกผู้ที่จะมาศึกษาผลกระทบก็น่าจะดีกว่าให้เอกชนเป็นผู้เลือก ทั้งนี้ผู้ที่จะมาศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ต้องจดทะเบียนกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ซึ่งมีประมาณ 60 แห่ง อย่างไรก็ตามตรงนี้อยู่ในวิสัยที่สามารถปรับแก้สัญญาได้ เพราะว่าสัญญาที่จะทำกับเอกชนใช้เวลายกร่างประมาณ 3 เดือน และก็สามารถที่จะปรับตรงนี้ได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ถึงอย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ดูแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และคำพิพากษาศาลปครองกลาง ทั้งนี้ในที่ประชุมยังไม่ได้สรุปกันว่าจะดำเนินการกันอย่างไรเกี่ยวกับคำพิพากษา แต่ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวเสนอความเห็น ในส่วนที่มีข้อเท็จจริงที่หน่วยงานเราเห็นต่าง หรือเรื่องข้อกฎหมายใดที่หน่วยงานเห็นต่างจากศาลก็ให้ส่งไปที่อัยการซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการทำคดีนี้ เพื่อให้อัยการพิจารณาว่า เห็นควรเสนอว่าจะอุทธรณ์ต่อไปหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้กรอบเวลาในการส่งข้อมูลให้อัยการประมาณวันที่ 12 ก.ค.นี้ โดยหน่วยงานที่จะส่งข้อมูลนั้นจะได้คำพิพากษาไปศึกษาว่าตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เพราะศาลไม่ได้เรียกเจ้าหน้าที่ หรือหน่วยงานต่างๆเข้าไปให้ข้อมูลในชั้นพิจารณาคดี ซึ่งให้โอกาสไปแค่ครั้งเดียวในขั้นตอนไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว แต่นั้นก็ไม่ใช่เนื้อหาสาระขอคดี ซึ่งจากคำพิพากษาหน่วยงานก็ได้มีความเห็นต่าง

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า ในส่วนของที่โออาร์ขณะนี้เป็นการคัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำ แต่ยังไม่มีการทำสัญญา ซึ่งสัญญานี้อยู่ในระหว่างการยกร่างซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตามทีโออาร์ก็เปิดโอกาสให้เราสามารถเขียนสัญญาที่จะแยกงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมออกมาได้ เมื่อถามว่าในส่วนของทีโออาร์มีการระบุชัดเจนว่ากอบวงเงินที่บวกเข้าไปบริษัทภาคเอกชนต้องรับผิดชอบในส่วนนั้น ต้องมีการปรับตัวกรอบวงเงินด้วยหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า กรอบวงเงินทั้งหมดที่กำหนดกรอบไว้ก็รวมเรื่องศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว อยู่ในกรอบเดิม ซึ่งในวันนี้ที่ประชุมก็เสนอให้แยกออกมาให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้ว่าจ้าง เท่ากับเอกชนก็ต้องเอางบกลับมาให้รัฐบาล อย่างไรก็ตามไม่ได้เป็นการยักย้ายถ่ายเทงบประมาณแต่อย่างใด

"รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินโครงการนี้ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน และมีความตั้งที่จะทำให้ถูกกฎหมาย และผมก็เชื่อว่าประชาชนก็ต้องการเห็นโครงการนี้เดินต่อไป" นายพงศ์เทพ กล่าว