นักสันติวิธีแนะสังคมอดทนต่อเสวนาดับไฟใต้ หนุนกระบวนการสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ
นายโคทม อารียา อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกถ้อยแถลง เรื่องการสานเสวนาสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เนื้อหาระบุว่า การสานเสวนาสันติภาพระหว่างรัฐบาลไทยกับบีอาร์เอ็นตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556ได้ดำเนินมา 3 ครั้งแล้ว ในครั้งสุดท้าย ตัวแทนรัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอให้มีการยุติความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งฝ่ายบีอาร์เอ็นก็รับข้อเสนอดังกล่าว แต่ต่อมาได้เสนอ ‘เงื่อนไขและขอบเขต’ หลายข้อผ่านทางสื่อ ในขณะที่ตัวแทนรัฐบาลไทยกำลังรอรับข้อเสนอของบีอาร์เอ็นผ่านทางรัฐบาลมาเลเซียอันเป็นกระบวนการที่ตกลงกันก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นนั้น ได้มีปฏิกิริยาในเชิงลบจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะในเรื่องการถอนกำลังทหาร อันที่จริง แต่ละฝ่ายควรจะเสนอต่อสาธารณะว่า ฝ่ายตนจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไรเพื่อยุติความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน ในกรณีที่อีกฝ่ายยุติความรุนแรงตามที่เสนอไว้เช่นกัน
ผู้ลงนามท้ายถ้อยแถลงนี้ ซึ่งอยู่ในหน่วยงานที่ทำงานเรื่องสันติภาพ ขอสนับสนุนการสานเสวนาสันติภาพ ขอเรียกร้องให้สาธารณชนมีขันติธรรมและความหนักแน่นโดยเห็นแก่ประโยชน์ระยะยาวอันจะเกิดจากสร้างสันติภาพ ขอให้กำลังใจแก่คณะผู้สานเสวนา เจรจาให้ร่วมกันหาทางออกที่ยั่งยืนต่อไปแม้ภารกิจจะยากเย็นสักเพียงไร และขอเรียกร้องให้สาธารณชนให้ความสนใจแก่กระบวนการสันติภาพในภาพรวมเพื่อจะได้มีส่วนร่วมหรือให้การสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม จึงขอเสนอข้อคิดเห็นในเรื่องภาพรวมดังนี้
1.เห็นด้วยกับข้อเสนอของบีอาร์เอ็นที่ว่ากระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นวาระที่ประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ร่วมกันหาทางออก ส่วนฝ่ายราชการ ฝ่ายการเมือง และบีอาร์เอ็นตลอดจนกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ควรรับฟังเสียงจากประชาชนทั้งในและนอกพื้นที่ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่การสร้างสรรค์
2.ขั้นตอนปัจจุบันของกระบวนการสันติภาพเป็นขั้นตอนก่อนการเจรจา จึงเรียกชื่อว่าการสานเสวนา ตามที่ได้มีการใช้คำว่า dialogue ในข้อตกลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ดังนั้น การสานเสวนาสันติภาพจังหวัดชายแดนใต้ ควรมีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อรู้ถึงความต้องการของแต่ละฝ่าย (2)เพื่อเข้าใจกรอบการสานเสวนาให้ตรงกันตามที่ได้ลงนามตกลงกันไว้ นั่นคือ ‘กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย’ (3) เพื่อให้มีการตกลงและปฏิบัติตามข้อตกลงเพื่อเป็นการสร้างความไว้วางใจ (confidence building measures CBM) เช่น การยุติความรุนแรงในช่วงเดือนรอมฎอน (4) เพื่อเตรียมการเจรจา ทั้งในเรื่อง 4.1 หลักการ เช่น เป็นการเจรจาที่อ่อนตัวและปรับตัวได้ เป็นการเจรจาในฐานะพันธมิตรที่หาทางออกร่วมกัน 4.2 กระบวนการ เช่น ผู้เข้าร่วม การมีผู้อำนวยความสะดวก/คนกลาง โครงสร้าง ฯลฯ
4.3 ขั้นตอน เช่น การกำหนดระเบียบวาระ และปรับเปลี่ยนระเบียบวาระ
3.ยุทธศาสตร์การเจรจาน่าจะครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้ 3.1 การเยียวยาอดีต ซึ่งรวมถึงการบอกความจริง การเล่าเรื่องใหม่ การเยียวยาเชิงสังคม ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ การทำความเข้าใจร่วมกันในเรื่องอัตลักษณ์ ฯลฯ 3.2 การแก้ปัญหาปัจจุบัน เช่นการลดความรุนแรงไปจนถึงการหยุดยิง การลดความไม่เป็นธรรม การให้เกียรติและการเคารพซึ่งกันและกัน ฯลฯ 3.3 การสร้างวิสัยทัศน์ที่จะอยู่ร่วมกัน การปกครองที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนในท้องถิ่น ซึ่งอาจหมายถึงการปกครองตนเองในด้านต่าง ๆ ยกเว้นในเรื่องการคลัง ความมั่นคงและการต่างประเทศ เป็นต้น 3.4 การกำหนดแผนที่เดินทางร่วมกันเพื่อให้วิสัยทัศน์ร่วมนั้นเป็นจริง
สิ่งที่พึงกระทำในปัจจุบันนอกจากการให้กำลังใจคณะผู้สานเสวนา/เจรจาก็คือ การศึกษาข้อเสนอต่าง ๆ ของ บีอาร์เอ็น โดยพยายามทำความเข้าใจว่า เป็นข้อเสนอผ่านสื่อที่กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารคือผู้ที่มีเชื้อสายมลายูในพื้นที่ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีที่พร้อมจะเรียกร้องให้มากและพร้อมที่จะยกความรับผิดชอบให้แก่ฝ่ายรัฐบาลหากกระบวนการสันติภาพต้องสะดุดหยุดลง ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลควร (1) มียุทธศาสตร์การสื่อสารที่เน้นคนในพื้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
(2) ตอบสนองต่อข้อเสนอต่าง ๆ ของบีอาร์เอ็นด้วยความเข้าใจนัยยะของข้อเสนอ และตอบในประเด็นหลักอย่างมีเหตุมีผลที่อธิบายสาธารณชนเข้าใจได้โดยง่าย และเปิดพื้นที่ให้สาธารณชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์โดยไม่เพิ่มอคติที่มีต่อกัน





