วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมชลฯเปิด'ฟลัดเวย์'ตะวันตก รับ'โมดูลเอ5'

กรมชลฯเปิด"ฟลัดเวย์"ตะวันตก รับ"โมดูลเอ5"ต่อยอดเอกชน

ภายหลังจากที่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยผลการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก โดยเบื้องต้นบริษัทที่ปรึกษาเสนอให้มีการขุดคลองใหม่ 2 แห่ง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายประวัติวิทย์ สวัสดิ์ดวง ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี นำสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณจุดสิ้นสุดคลองขุดในเขต อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และคลอง 1R สำหรับส่งน้ำไปยังราชบุรี-เพชรบุรี ซึ่งเป็นแนวการศึกษาขุดคลองสายใหม่ขาณุวรลักษบุรี-ท่าม่วง ที่กรมชลประทานระบุว่าจะใช้เป็นแนวฟลัดเวย์ โดยการขุดคลองเพื่อตัดยอดน้ำหลากออกจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา

นายสมเกียรติ อธิบายว่า กรมชลประทานได้ศึกษาการบริหารน้ำส่วนเกินจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งจุดวิกฤติที่กระทบกับคนกทม. คือ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ถ้ามีปริมาณน้ำส่วนเกินปล่อยลงมามากกว่า 4,500 ลบ.ม.ต่อวินาที จะเกิดปัญหา โดยพบว่าคาบสถิติน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มสั้นลงจากเดิมเมื่อ 33 ปีก่อน คือ พ.ศ. 2485 ขยับมาเป็น 12 ปี ในปี 2538 และเหลือ 7 ปีใน พ.ศ. 2545 และ 4 ปี ใน 2549, 2553 และ 1 ปี ในปี 2554 ซึ่งหลังจากน้ำท่วมหนักทางกรมชลประทานได้ทำการศึกษาแนวผันน้ำส่วนเกินระบายลงสู่อ่าวไทย ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ดำเนินการไปพร้อมกับที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ดำเนินการ

โดยในฝั่งตะวันออกมีความต่างกับแผน กบอ. ซึ่งเราเสนอเพิ่มขีดความสามารถของการระบายน้ำ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยขุดขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 132 กิโลเมตร และขุดคลองสายใหม่ป่าสัก-อ่าวไทยความยาว 134 กิโลเมตร แต่ของ กบอ. เห็นว่าควรใช้การผันน้ำฝั่งตะวันออกแค่ 300 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้ศักยภาพของลำคลองเดิมท้ายพื้นที่ให้มาก แต่ต้องแก้ปัญหาการบุกรุกตามแนวคลองเดิมที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นด้วย

ส่วนของฝั่งตะวันตก เดิมมีหลายแนวทาง แต่มีระดับความสูงต่ำของพื้นที่และโอกาสใช้งานโครงการของน้ำหลาก 5 ปีต่อครั้ง และใช้เวลาขังน้ำมีระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งหัวใจของการจัดระบบจราจร ถ้าไปทางแนวสมุทรสงคราม และท\u3611 ปริมาณน้ำส่วนเกินปล่อยลงมามากกว่า 4,500 ลบ.ม.ต่อวินาที จะเกิดปัญหา โดยพบว่าคาบสถิติน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มสั้นลงจากเดิมเมื่อ 33 ปีก่อน คือ พ.ศ. 2485 ขยับมาเป็น 12 ปี ในปี 2538 และเหลือ 7 ปีใน พ.ศ. 2545 และ 4 ปี ใน 2549, 2553 และ 1 ปี ในปี 2554 ซึ่งหลังจากน้ำท่วมหนักทางกรมชลประทานได้ทำการศึกษาแนวผันน้ำส่วนเกินระบายลงสู่อ่าวไทย ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ดำเนินการไปพร้อมกับที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ดำเนินการ

โดยในฝั่งตะวันออกมีความต่างกับแผน กบอ. ซึ่งเราเสนอเพิ่มขีดความสามารถของการระบายน้ำ 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยขุดขยายคลองชัยนาท-ป่าสัก ความยาว 132 กิโลเมตร และขุดคลองสายใหม่ป่าสัก-อ่าวไทยความยาว 134 กิโลเมตร แต่ของ กบอ. เห็นว่าควรใช้การผันน้ำฝั่งตะวันออกแค่ 300 ลบ.ม.ต่อวินาที และใช้ศักยภาพของลำคลองเดิมท้ายพื้นที่ให้มาก แต่ต้องแก้ปัญหาการบุกรุกตามแนวคลองเดิมที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นด้วย

ส่วนของฝั่งตะวันตก เดิมมีหลายแนวทาง แต่มีระดับความสูงต่ำของพื้นที่และโอกาสใช้งานโครงการของน้ำหลาก 5 ปีต่อครั้ง และใช้เวลาขังน้ำมีระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งหัวใจของการจัดระบบจราจร ถ้าไปทางแนวสมุทรสงคราม และท่าจีนจะมีระบบนิเวศน์ที่อ่อนไหวมากกว่า และเป้าหมายระบายน้ำลงมาแนวตะวันตกเดิม กรมชลกำหนดไว้ที่ 1,500 ลบ.ม.วินาที แต่ตอนนี้กำลังเทียบระหว่าง 800,1000, 1,200 ลบ.ม.วินาที ว่าจะมีผลกระทบมากน้อยระดับไหน แต่ภายใต้แผนศึกษาหากจะทำให้ระบบระบายน้ำตะวันตกสมบูรณ์ จะต้องบูรณาการแผนออกเป็น 5 กลุ่ม ตั้งแต่ต้นน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจนไปลงทะเล

ประกอบด้วย 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาจากท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา 2.การเพิ่มประสิทธิภาพแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำท่าจีน 3.แผนงานปรับปรุงระบบระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะเริ่มจากคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน และตอนล่างคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หนถึงทะเล 4.การปรับปรุงระบบระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกแม่น้ำท่าจีน และ 5.แผนทางผันน้ำหลากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และระบายลงอ่าวไทย ซึ่งเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม คือ การขุดคลองผันน้ำปิงในเขต อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร มาสิ้นสุดที่บริเวณหน้าเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

นายสมเกียรติ บอกว่า สำหรับแนวฟลัดเวย์ผันน้ำฝั่งตะวันตกของกรมชลประทานนี้ถือว่าสอดรับกับโมดูลเอ 5 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท โดยเฉพาะกรณีฝังตะวันตกจะสอดคล้องกับของ กบอ.มาก เนื่องจากช่วงที่ศึกษานั้นทาง กบอ.ได้ให้กรมชลประทาน ส่งข้อมูลให้ รวมทั้งนำที่ปรึกษาโครงการไปพูดคุยกับ กบอ.และผู้รับจ้าง และจากนี้หลังปิดโครงการเดือนต.ค.แล้ว กรมชลประทานก็จะส่งข้อมูลให้กับทางกบอ.

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ดูยังไม่เห็นว่าแผนของเอกชนจะมีความต่างทางด้านเทคนิค โดยเฉพาะแนวจุดเริ่มและจุดปล่อยน้ำฝั่งตะวันตกถูกบังคับด้วยศักยภาพพื้นที่ และการลดผลกระทบ ส่วนที่ต่างอาจจะเป็นโอกาสของชาวบ้านในรูปแบบการจ่ายค่าชดเชย และเงินงบประมาณ ซึ่งกรมชลคงไม่สามารถทำฟลัดเวย์ด้วยตัวเอง

"เชื่อว่าทาง กบอ.เอง ก็จะใช้ข้อมูลนี้ไปเจรจากับผู้รับจ้าง เพื่อดูว่าภายใต้โมดูลเอ 5 ผู้รับจ้างจะต้องทำอะไรบ้าง หรือไม่ต้องทำอะไรบ้าง หากผลศึกษาของกรมชลเหมาะสมแล้ว ก็อาจจะตัดวงเงินบางส่วนออกไป แต่หากเอกชนมองยังไม่เพียงพอหรือตรงกับโครงการที่เสนอไว้ ทางผู้รับจ้างก็จะนำไปทบทวนรายละเอียด อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ากรมชลพยายามหาฟังก์ชันที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากเดิมมีถึง 4 แนว แต่พบว่าจะส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศน์สูงมาก จึงต้องเลือกแนวผันน้ำและขุดคลองเส้นขาณุวรลักษบุรี-ท่าม่วง" นายสมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ ยังศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ควบคู่ไปกับการศึกษาความเหมาะสม เนื่องจากแนวฟลัดเวย์ตอนล่างที่ระบายน้ำออกไปบริเวณแม่น้ำแม่กลองนั้น เข้าข่ายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ และการผันน้ำปิงลงมาก็เข้าข่ายข้ามลุ่มน้ำด้วย ทำให้มีข้อกังวลทางด้านระบบนิเวศน์ตะกอน และปริมาณน้ำจืดที่จะไหลลงทะเลที่ต้องคำนวณว่าปริมาณน้ำที่จะระบายออกจุดไหนถึงจะไม่กระทบกับระบบนิเวศน์มาก โดยอยู่ระหว่างคำนวณตัวเลขการระบายที่ 800,1,000 และ 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนทางตอนบน น่าจะไม่มีปัญหามากเพราะไม่ผ่านสถานที่สำคัญ หรือพื้นที่สิ่งแวดล้อม

ด้านนายวีระพล แต้สมบัติ ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ บริษัทที่ปรึกษาโครงการแผนผันน้ำฝั่งตะวันตก กรมชลประทาน กล่าวว่า เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความเสี่ยงจากน้ำหลากในลุ่มเจ้าพระยาท่วมทุกปีเพราะลำน้ำในเขตบางบาล มีสภาพเป็นคอขวดการระบายน้ำลงมาได้น้อยมาก ทำให้ทุกๆ ปี จะประสบปัญหาน้ำหลากเข้าท่วมจนกลายเป็นเกาะโดยเหลือพื้นที่เพียงแค่ 5% ไม่ถูกน้ำท่วม ดังนั้นจึงต้องตัดน้ำออกจากบางบาล มาที่บางไทร เพื่อแบ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณบางบาลให้ระบายน้ำสูงสุด 1,200 ลบ.ม.ต่อ วินาที

โดยจากการศึกษามีพื้นที่โครงการแนวขุดคลองรวม 3,780 ไร่ ใน ต.บ้านใหม่ วัดยม มหาพราหมณ์ สะพานไทย พระขาว อ.บางบาล ต.บ้านกลึง กระแชง ช้างน้อย บ้านแป้ง และสนามชัย อ.บางไทร โดย 90% เป็นพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ชุมชนเพียง 8% เท่านั้น

นายวีระพล บอกว่า ส่วนโครงการคลองระบายน้ำหลากขาณุวรลักษบุรี-ท่าม่วง ซึ่งจะทำทางผันน้ำหลากด้วยการขุดคลองใหม่ เริ่มตัดยอดน้ำจากแม่น้ำปิง ที่ อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร มาสิ้นสุดที่บริเวณหน้าเขื่อนแม่กลอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี รวมความยาวคลอง 289 กม.นั้น ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพราะสภาพพื้นที่มีความลาดชันสม่ำเสมอ รวมทั้งต้องการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ และพื้นที่ชุมชนหนาแน่น เนื่องจากจะตัดพื้นที่การเกษตรใน 6 จังหวัด คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี และ กาญจนบุรี รวม 52 ตำบล รวม 19 อำเภอ คิดเป็นพื้นที่โครง การ 43,239 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ 38,000 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัยเพียง 1,585 ไร่ โดยเตรียมจะขอโฉนดที่ดินจากกรมที่ดิน เพื่อดูแปลงของชาวบ้านในจุดต่างๆ

"ที่สำคัญการเลือกแนวนี้เพราะต้องการใช้เขื่อนแม่กลองช่วยดึงน้ำไว้บางส่วน และเป็นจุดบริหารน้ำก่อนจะลงไปยังแนวคลอง 1R บวกกับคลองใหม่ขนานไปลงที่เพชรบุรี รวมทั้งคาดว่าจะสามารถเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้อีกอย่างน้อย 618,213 ไร่ และถนนคันคลองสามารถเชื่อมจังหวัดจากภาคเหนือลงมาตะวันตกและภาคใต้ อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังความเห็นทางจังหวัดตอนบนที่อยู่ในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ไม่คัดค้าน"นายวีระพล กล่าว

ส่วนข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากการดึงน้ำออกลุ่มน้ำปิง 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที อาจทำให้เกิดภาวะน้ำแล้งหรือไม่ เขาบอกว่าโครงการพยายามเก็บน้ำในคลองเอาไว้ด้วย ถึงแม้จะตัดน้ำส่วนเกินออกจากแม่น้ำปิง แต่ฤดูน้ำหลากมีระยะเวลาเพียง 1 เดือนต่อปี แต่จะสามารถเก็บน้ำได้ในลำน้ำถึง 300 ล้านลบ.ม. ไว้ใช้ในหน้าแล้ง

เมื่อถามว่าการขุดคลองใหม่จะมีปริมาณดินมหาศาล จะนำไปทิ้งที่ไหน นายวีระพล กล่าวว่า จากการประเมินการขุดคลองที่ระดับความลึกท้องคลอง 85 เมตร น่าจะมีดินที่ขุดคลองราว 215 ล้านลบ.ม. แต่ในจำนวนนี้ดิน 160 ล้านลบ.ม. จะถูกนำไปทำถนน เพราะว่าระยะทางของไฮเวย์จะยาว และมีจุดพักต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้