เอ็นจีโอเกาหลี ขุดปมเควอเตอร์หนี้ท่วม จัดการน้ำไม่คุ้มลงทุน จี้รัฐทบทวนโครงการน้ำ
ยัม ฮคอง เชิล ผู้อำนวยการสหพันธ์สิ่งแวดล้อมเกาหลี (KFEM) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการน้ำระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมเกาหลี จังหวัดพิษณุโลก และนครสวรรค์ วันที่ 24-25 มิ.ย. ในพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ โมดูล A1 เขื่อนคลองชมพู และแก้มลิง โมดูล A3 จังหวัดนครสวรรค์
ผลจากการลงพื้นที่ได้สะท้อนให้เห็นภาพว่า โครงการบริหารจัดการน้ำขนาดใหญ่ของประเทศไทย ขาดความโปร่งใส และไม่มีการนำเสนอข้อมูลกับภาคประชาชน อีกทั้งยังแปลกใจว่า เหตุใดรัฐบาลไทยถึงเลือกให้บริษัทเควอร์เตอร์ ทำโครงการขนาดใหญ่ ในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของประเทศเกาหลียังอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการตรวจอสอบโครงการก่อสร้างของบริษัท ที่ส่อทุจริต และสร้างความเสียหายให้กับประเทศ โครงการก่อสร้าง แม่น้ำ 4 สาย และคลองกังยิน เป็น 2 ตัวอย่างของโครงการบริหารจัดการน้ำในประเทศเกาหลีที่ประชาชนกว่า 70% มองว่า เป็นโครงการที่ไม่มีความจำเป็น และทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามมา
ในช่วงพัฒนาประเทศของเกาหลี รัฐบาลได้ออก พรก. จัดตั้งรัฐวิสาหกิจบริหารจัดการน้ำ หรือ เคเวอร์เตอร์ เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำให้กับประเทศ โดยเริ่มต้นจากเขื่อน และระบบผลิตน้ำประปา จนมาระยะหลังได้เริ่มมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เพิ่มเติม นอกเหนือจากภารกิจที่เคยทำ เพื่อหารายได้เข้าบริษัท
ทั้งนี้ โครงการลงทุนก่อสร้างแม่น้ำ 4 สายในประเทศเกาหลี ทำให้บริษัทเควอเตอร์มีหนี้สินเพิ่มขึ้นกว่าทุนที่มีอยู่ถึง 78% โดยโครงการดังกล่าวเดินหน้าโดยผิดกฎหมายการเงินประเทศเกาหลี สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานจากโรงการที่เสียหายในหลายจุด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีได้ตั้งหน่วยงานตรวจสอบโครงการก่อสร้างแม่น้ำ 4 สาย รวมถึงคลองกังยิน หลังจากที่ประชาชนเกาหลีกว่า 70% ไม่พอใจในโครงการของบริษัท
“สถานการณ์ทางการเงินของเควอเตอร์ไม่ดีเหมือนก่อน ทำให้ต้องเพิ่มโครงการก่อสร้างเพื่อทำกำไรให้กับบริษัทจากการเก็บค่าดูแลจากรัฐบาล ทำให้โครงการจัดการน้ำในประเทศเกาหลี มีจำนวนมากกว่าที่จำเป็น โดย 50% และหลายโครงการสร้างแล้วไม่ได้ใช้งาน จึงได้ขยายไปทำโครงการร่วมกับต่างประเทศรวมถึงประเทศไทย” เขากล่าว และมองว่า การที่เควอเตอร์ ชนะในโมดูลฟลัดเวย์ และแก้มลิง เกิดจากข้อตกลงระหว่างรัฐบาล ที่มีเงื่อนงำ ซึ่งเอ็นจีโอจากเกาหลี พร้อมให้ความร่วมมือกับเอ็นจีโอไทย เพื่อตรวจสอบโครงการดังกล่าวอย่างใกล้ชิด





