หลากความเห็น"บีอาร์เอ็น"ยื่นเงื่อนไขใหม่"ปณิธาน" ชี้เป็นไปได้ "ฮัสซัน" หารันเวย์
เงื่อนไขใหม่ของขบวนการบีอาร์เอ็นกลุ่มนายฮัสซัน ตอยิบ ที่ประกาศผ่านคลิปวีดีโอเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทิวบ์ล่าสุด โดยเฉพาะที่ให้ทางการไทยถอนทหาร-ตำรวจพ้นพื้นที่ชายแดนใต้แลกกับการยุติก่อเหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอน และให้นำข้อเรียกร้อง 5 ข้อที่เสนอไปก่อนหน้านี้เข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภา มิฉะนั้นจะไม่มีการพูดคุยเจรจาครั้งต่อไปนั้น แทบทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นข้อเสนอที่ยอมรับได้ยาก
นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ภรรยาทนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมที่ถูกอุ้มหายนานกว่า 9 ปี มองว่า ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ไม่น่าเป็นไปได้ โดยเฉพาะที่ให้รัฐบาลถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากพื้นที่ จะกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับประชาชนในพื้นที่หรือไม่ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกไปแล้ว กลุ่มผู้ก่อการจะหยุดก่อเหตุจริงๆ
กรณีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นที่อาเจะห์ (ปัจจุบันเป็นเขตปกครองพิเศษของอินโดนีเซีย) ซึ่งเคยมีการต่อสู้เพื่อตั้งรัฐใหม่แยกจากอินโดนีเซีย กรณีของอาเจะห์ รัฐบาลอินโดนีเซียถอนทหารในวันเดียวกับที่กลุ่มขบวนการต่อสู้ (กลุ่ม GAM) วางปืนให้เห็นต่อหน้าองค์กรระหว่างประเทศที่เข้าไปเป็นสักขีพยาน ทั้งสหภาพยุโรป หรือองค์การสหประชาชาติ แต่ในสามจังหวัดของไทยยังไม่เห็นมีการวางอาวุธ
"หากจะให้ถอนกำลังทหารตำรวจ แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังสามารถขับรถกระบะถือปืนเอ็ม 16 ยิงคนได้อย่างเสรี อย่างนี้ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ" นางอังคณา ระบุ
ขณะที่ นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สายสรรหา ชาว จ.ปัตตานี กล่าวว่า การยื่นเงื่อนไขเพิ่มเติมของกลุ่มบีอาร์เอ็นแสดงให้ว่าทางกลุ่มไม่ได้ความจริงใจมากพอที่จะร่วมมือลดเหตุรุนแรงอย่างแท้จริง มีแต่ข้อเสนอให้รัฐบาลไทย หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ เมื่อวันที่ 28 ก.พ.2556 จะพบว่ารัฐบาลมีข้อเสนออย่างเดียวคือให้ลดความรุนแรง แต่บีอาร์เอ็นก็ยังทำไม่ได้ เป้าหมายอ่อนแอยังตกเป็นเหยื่อตลอด ฉะนั้นจึงยังไม่มีความหวังว่าช่วงรอมฎอนความรุนแรงจะลดน้อยลง
สำหรับเงื่อนไขใหม่ที่เสนอมานี้ ต้องบอกว่าไม่มีรัฐบาลไหนในโลกยอมรับได้ คิดว่าส่วนหนึ่งของข้อเรียกร้องเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองและหาพวก หรือไม่หาเสียงกับคนในพื้นที่
นายอนุศาสน์ เรียกร้องให้รัฐบาลสังคายนาการพูดคุยเจรจาเสียใหม่ เพราะที่ผ่านมาถือว่าผิดพลาด ปล่อยให้บีอาร์เอ็นชิงความได้เปรียบและหาความชอบธรรมฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจว่าการเจรจาจะคืบหน้าหรือไม่ ฉะนั้นคณะพูดคุยสันติภาพต้องพิจารณาตัวเอง
ประเด็นที่น่าหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเพิ่มเติมนอกเหนือจากการ "รับได้" หรือ "รับไม่ได้" กับเงื่อนไขใหม่และข้อเรียกร้องเดิมของบีอาร์เอ็นก็คือ เบื้องหลังของท่าทีทั้งหมดนี้ กลุ่มของนายฮัสซัน ตอยิบ ต้องการอะไร เพราะย่อมรู้กันดีว่าเงื่อนไขที่เสนอมา เกือบทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะยินยอม
ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า เรื่องนี้มองได้ 3 ประเด็น คือ 1.การยื่นเงื่อนไขใหม่ เป็นความต่อเนื่องจาก 5 ข้อเรียกร้องเดิม ซึ่งหลังจากยื่นข้อเรียกร้อง 5 ข้อแล้ว บีอาร์เอ็นค่อนข้างได้เปรียบ เสมือนหนึ่งเป็นผู้วางกรอบการพูดคุย แม้รัฐบาลไทยจะประกาศว่าไม่รับข้อเรียกร้อง แต่ก็เกือบรับในช่วงแรก และจากท่าทีนั้นก็ถูกตีความเหมือนกับรับไปแล้ว ทำให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นได้เปรียบ และการพูดคุยกันครั้งล่าสุด (13 มิ.ย.56) ก็มีการพูดคุยกันตามกรอบของข้อเรียกร้อง 5 ข้อนี้ บีอาร์เอ็นจึงยื่นเงื่อนไขใหม่ตามมาอีก
2.ยังคงมีคำถามว่ากลุ่มของนายฮัสซันได้รับการยอมรับจากกองกำลังในพื้นที่จริงหรือไม่ สะท้อนว่าในองค์กรบีอาร์เอ็นก็มีปัญหาเช่นกัน การยื่นเงื่อนไขใหม่ด้วยบริบทที่หนักแน่น แข็งกร้าวกว่าเดิมของกลุ่มนายฮัสซัน ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากกองกำลังในพื้นที่ให้หันมาสนับสนุนกลุ่มของตน พร้อมทั้งแสวงหาความเป็นตัวแทนของคนในพื้นที่
3.ต่อเนื่องจากข้อ 2 คือเมื่อสถานะของนายฮัสซันอาจจะไม่ได้รับการยอมรับมากนักจากหลายๆ กลุ่มในพื้นที่ การยื่นข้อเรียกร้องที่เป็นไปได้ยากแต่ได้ใจกลุ่มต่อต้านรัฐไทยแบบนี้ ก็อาจจะเป็น exit strategy หรือการหาทางออกให้กับตัวเอง หรืออาจจะเรียกว่าหาทางลงจากหลังเสือของนายฮัสซันก็ได้
"สถานะของนายฮัสซันที่ไม่สามารถคุมกองกำลังในพื้นที่ได้จริง เป็นเรื่องเก่าที่รู้กันอยู่แล้ว และทุกฝ่ายก็น่าจะเห็นตรงกัน เช่นเดียวกับการล้มโต๊ะเจรจาที่น่าจะเป็นทางออกหนึ่งของปัญหาในกระบวนการพูดคุยหนนี้ ฉะนั้นเมื่อพูดคุยกันมา 3-4 รอบแต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร และนายฮัสซันเองก็เปิดเผยหน้าตาผ่านสื่อไปหมดแล้ว เขาเองก็อาจจะต้องมานั่งคิดว่าจะอยู่ต่อไปอย่างไร การเสนอข้อเรียกร้องแบบแรงๆ และอีกฝ่ายปฏิบัติไม่ได้แน่ๆ ก็อาจจะเป็นทางออกที่สวยงามจากกระบวนการนี้"
ดร.ปณิธาน ซึ่งรับรู้การเจรจาสันติภาพดับไฟใต้ในรัฐบาลชุดที่แล้ว และยังติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้อยู่อย่างใกล้ชิด เสนอว่า ทางออกของรัฐบาลนอกจากกาดรตั้งคณะทำงานชุดเล็กไปพูดคุยแทน และทอดเวลาการพูดคุยเจรจาออกไปก่อน พร้อมทั้งปรับวิธีการด้วยการเปิดวงพูดคุยตรงกับบรรดาแกนนำกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐในพื้นที่ด้วย
"เราอาจให้ฝ่ายปฏิบัติเปิดชื่อของแกนนำในพื้นที่ แล้วรุกเข้าไปพูดคุยกับเขาเลย ที่ผ่านมาเรามีฐานข้อมูลอยู่แล้วจากหมายจับและ หมาย พ.ร.ก. แต่วิธีการคือเข้าไปปิดล้อมตรวจค้นแล้วจับกุม หรือยิงเขาตาย ฉะนั้นถ้ายกคนกลุ่มนี้ขึ้นมา เปิดชื่อเปิดตัวแล้วไปหาเขา พูดคุยกับเขา แทนการปิดล้อมจับกุม น่าจะเป็นการเปิดแนวรุกทางการเมืองใหม่โดยไม่ต้องรอการเจรจากับกลุ่มนายฮัสซันอย่างเดียว"
ด้านความเห็นของฝ่ายความมั่นคง แหล่งข่าวจากหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ เผยว่า หน่วยได้มีการหารือกันถึงเงื่อนไขใหม่ของบีอาร์เอ็นเช่นกัน แต่เป็นเพียงกรอบกว้างๆ เพราะมองว่าเงื่อนไขที่ยื่นมาใหม่ยังไม่มีเนื้อหาอะไรใหม่หรือหลุดไปจากกรอบ 5 ข้อเรียกร้องเดิม





