"กรณ์"โพสต์หนุนปชช.ต่อต้านอำนาจรัฐที่นำเงินไปลงทุนกับโครงการที่มีการทุจริต
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัวเย็นวันนี้ใจความว่า "การต่อต้านอำนาจรัฐ (ยาวนิดครับ)
ผมเห็นข่าวว่าประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียเขาเสนอแนวคิดที่จะนำทุนสำรองของประเทศมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทมาลงทุนในโครงการใหญ่สามโครงการ แต่มีผู้คนออกมาต่อต้านว่าเขาควรใส่ใจมากกว่ากับการแก้ปัญหาธรรมาภิบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ข่าวนี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านเรา
เวลานักการเมือง (จากทุกพรรค) ออกมาพูดถึงประโยชน์ของการใช้เงินมากมายในการลงทุนโครงการต่างๆ เราต้องไตร่ตรองให้ดีถึงความคุ้มค่าก่อนที่จะเออออไปกับพวกเขา เพราะเราต้องเข้าใจก่อนว่าในการใช้เงินโดยภาครัฐนั้น มีโอกาสในการรั่วไหลเข้ากระเป๋านักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการสูงมาก แรงบันดาลใจของพวกเขาจึงมีมิติที่แตกต่างจากประชาชนทั่วไป
ในกรณีของไทยเรา รัฐมีบทบบาทมากขึ้นเรื่อยๆในเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสวนทางกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจที่ควร ทุกวันนี้ งบของรัฐบวกกับรัฐวิสาหกิจมีสูงถึงเกือบ 6 ล้านล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งถ้ารั่วไหลเพียง 5% ก็คืออย่างน้อยปีละ 300,000 ล้านบาท
ลองคิดว่าถ้าเราได้ 300,000 ล้านบาทนั้นคืนมา (ต่อปี) ก็เท่าๆกับงบวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์ 10 ปีย้อนหลังรวมกันเลยทีเดียว
หรือถ้าจะเทียบกับสิ่งที่จับต้องได้ ก็คือสนามบินสุวรรณภูมิปีละหนึ่งสนามบินทุกปี หรือการจ่าย 'เงินส่วนต่าง' ในโครงการประกันรายได้ให้ชาวนาได้ถึง ๕ ปีเต็มๆ
ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินโดยธนาคารต่างๆของรัฐ ซึ่งรัฐบาลก็มีอิทธิพลสูงในการกำหนดการใช้อีกด้วย และสินทรัพย์โดยรวมของสถาบันการเงินของรัฐก็เพิ่มขึ้นอย่างมากอีกต่างหาก และวันนี้มีมูลค่ารวมประมาณหนึ่งในสามของ GDP
ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าถ้าเราแก้ปัญหานี้ได้ ไทยเราไม่จำเป็นต้องกู้เงินเป็นล้านล้านบาทเพื่อมาทำโครงการต่างๆเลย ซํ้าแล้วการกู้เงินกลับเป็นหนทางที่นำไปสู่การทุจริตมากขึ้นอีกด้วย นักการเมืองเองก็รู้จุดอ่อนของคนไทยว่าด้านชากับเรื่องอย่างนี้แล้ว และพร้อมให้มีการโกงได้ ขอเพียงให้ประชาชนได้เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง
ผมจึงอยากให้เราเข้าใจในข้อเท็จจริงนี้ แล้วช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร อย่างน้อยผมว่า
1. ประชาชนต้องพร้อมตั้งคำถามกับนักการเมืองในทุกๆเรื่องที่เป็นเรื่ิองการใช้เงินของเรา
2. ประชาชนต้องระวังไม่ให้นักการเมืองยกข้ออ้างต่างๆในการลดโอกาสการถูกจับลงโทษ อย่างเช่นการอ้างว่าศาลฎีกาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย หรือการใส่ร้ายศาลรัฐธรรมนูญว่าก้าวก่ายฝ่ายบริหาร ฯลฯ ถ้าอ่านระหว่างบรรทัด ทุกครั่งที่นักการเมืองพูดอย่างนี้ก็คือเขาต้องการลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบหรือดำเนินคดีนั่นเอง
3. เราต้องเสริมความเข้มแข็งขององค์กรอิสระ คอยดูให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณให้เพีบงพอต่อการทำงานของหน่วยงานเหล่านี้
4. ประชาชนต้องเข้มแข็งและเคร่งครัดในการกำหนดมาตรฐานให้กับนักการเมือง อย่ายอมให้เขาใช้ทางลัด เช่นกู้นอกระบบงบประมาณ เช่นการยกเว้นการใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างปกติ ทุกๆครั้งนักการเมืองจะมีคำอธิบายว่าจำเป็นต้องมีข้อยกเว้นเพราะอย่างนั้นอย่างนี้ อย่ายอมง่ายๆครับ
5. ในความคิดของผม วิธีที่มีผลมากที่สุดคือคือการลดสัดส่วนของรัฐในระบบเศรษฐกิจลง เพราะยิ่งรัฐมีบทบาทน้อยแค่ไหน โอกาสในการทุจริตก็จะน้อยลงเท่านั้น และการเปิดพื้นที่ให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นก็ควรจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรโดยรวมด้วย (ลองนึกเปรียบเทียบระหว่าง AIS/True/Dtac กับทศท. หรือ BTS กับ แอร์พอร์ตลิงค์)"


