"อภิสิทธิ์"ระบุ 81 ปีประชาธิปไตยไทยพัฒนาต่อเนื่อง ชี้การเมืองไทยติดกับดักความขัดแย้ง ซัดคนมีแต่เปลือกอาศัยคราบประชาธิปไตย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ครบรอบ 81 ปี เหตุการณ์อภิวัฒน์ประชาธิปไตยไทยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่าหลายเรื่องมีความเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น สอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน ซึ่งความท้าทาย หรือภัยคุกคามหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบอบประชาธิปไตยก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ทุกคนก็เชื่อว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นหนทางไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เพียงแต่ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ระบอบประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง พรรคการเมือง การแบ่งแยกอำนาจองค์กรอิสระ สามารถทำงานแล้วก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รูปแบบประชาธิปไตยมีการพัฒนามาเป็นลำดับ บางช่วงเราก็บอกมีครึ่งใบ จนมาชัดเจนเมื่อมีรัฐธรรมนูญปี 2534 แก้ไขเพิ่มเติมปี 35 หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ระยะหลังเราก็มาเจอกับปัญหาธุรกิจการเมืองหนึ่ง และรูปแบบของปัญหาระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเจอกับคนที่อยู่ในระบอบเอง แต่จิตวิญญาณไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มีความพยายามที่จะใช้วิธีการที่แยบยลขึ้น ไม่เหมือนระบบเผด็จการสมัยก่อน อย่างกรณีของสื่อมวลชนหลังรัฐธรรมนูญปี 2540 สื่อมวลชนมีเสรีภาพมากขึ้น ทำหน้าที่ในการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ปัจจุบันช่องทางสื่อหลักถูกปิด จึงเกิดสื่อทางเลือก สื่อเลือกข้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นภาพรวมที่แสดงให้เห็นว่า แต่ละยุค แต่ละสมัยนั้น ความท้าทายในการที่จะพัฒนาประชาธิปไตยนี้ก็คงไม่เหมือนกัน และตนก็พูดเอาไว้ว่าเราก็ยังอยู่บนทางสามแพร่งว่า ติดกับดักในเรื่องของความขัดแย้งเดิมๆ ที่ยังเป็นปัญหาหลายปีจนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังคุกรุ่นอยู่ ทั้งในเรื่องของกฎหมายนิรโทษกรรม ปัญหาประชานิยม และก็ลุกลามไปเป็นปัญหาการเมือง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 1 ปีผ่านมาก็มาเจอกับเรื่องจำนำข้าว ซึ่งกำลังพ่นพิษแล้วก็มีความพยายามปลุกระดมด้วย ให้เกิดความขัดแย้งกัน แต่หากสังคมสามารถที่จะตั้งหลักได้ เอากระบวนการของการเรียนรู้ของสังคมมาพัฒนาประชาธิปไตยให้มันสอดคล้องกับเจตนารมณ์เราก็จะเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งตนก็คาดหวังจากนายกฯและผู้มีอำนาจในปัจจุบันคิดได้ แต่หากยังมีแนวคิดว่าจะมีคนมากลั่นแกล้ง จ้องล้มก็จะปลุกระดมมวลชนมาสู้ ถ้าเป็นแบบนี้การเดินหน้าก็ไปได้ยาก ทั้งๆที่มีทางออกที่ทำให้สังคมไม่ต้องมาเผชิญหน้ากัน อยากให้รัฐมนตรีเชิญคนที่อึดอัดไปพูดคุย ซึ่งทุกคนไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าที่จะให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาของประชาชน
เมื่อถามว่า ระหว่างเผด็จการทหาร กับยุคธุรกิจการเมือง อะไรสร้างความเสียหายให้กับประเทศสังคมประชาธิปไตยมากน้อยกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความเสียหายมีลักษณะที่ต่างกัน ถ้าเป็นเผด็จการรูปแบบเดิม ประเทศไทยก็ต้องก็ต้องเผชิญกับปัญหาการต่อต้านจากประชาคมโลกแน่นอนและจะเป็นอุปสรรคในการผลักดันประเทศให้เดินไปข้างหน้า ถ้าเป็นในรูปแบบปัจจุบันที่บอกว่าเป็น ประชาธิปไตย แต่มีปัญหาอยู่นี้เพราะคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาอาศัยเปลือกอยู่ในคราบของประชาธิปไตย แล้วก็ทำหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เกิดปัญหาว่าคนข้างนอกก็ดี คนข้างในก็ดี เลยมองไม่เห็นความเลวร้ายที่กำลังเกิดขึ้น อันนี้ก็คือความแตกต่างตรงนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าหรือไม่
"ทุกวันนี้มีความตื่นตัวเรื่องสิทธิ แต่บางกลุ่มมองข้ามสิทธิของคนอื่นโดยมีความคิดในเรื่องของอำนาจเป็นหลัก มันไม่ใช่เรื่องสิทธิ์ ถ้าฝ่ายตัวเองไม่มีอำนาจ ทำอะไรก็ได้ ช่วงชิงอำนาจนั้นคืนมา ไม่ว่าจะเป็นเผาบ้าน เผาเมือง เอาคนติดอาวุธมา อะไรต่างๆแต่ว่าถ้าเวลาตนเองมีอำนาจ ก็คิดว่า คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะมายุ่ง มาเกี่ยว นี่คือการสะท้อนการเคลื่อนไหวของคนที่กระทำตัวเป็นอันธพาลทางการเมือง มากกว่าจะไปมองว่าเขามีความเชื่อเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิ์" นายอภิสิทธิ์ กล่าว





