"พิชัย"ชี้รธน.ไม่ใช่ตัวชี้วัดประชาธิปไตยไทย ย้ำความปรองดองบังคับไม่ได้ตามกม. ด้าน"ยงยุทธ"แนะหาคนกลางไกล่เกลี่ยขัดแย้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางสถานีโทรทัศน์ THAIPBS ได้บันทึกเทปรายการหน้าที่พลเมือง ซึ่งออกอากาศ ในวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยเป็นการสัมภาษณ์ 2 อดีตประธานรัฐสภา เกี่ยวกับ "มุมมอง 81 ปีประชาธิปไตยไทยภายใต้ดุลอำนาจ 3 ฝ่าย" โดยนายพิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดุลอำนาจ 3 ฝ่ายกลไกรัฐธรรมนูญปี2550 ยังขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีและราบรื่น แม้จะเกิดความสับสนกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระบ้าง แต่ก็มั่นใจว่าบุคลากร ผู้ทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง กกต.และป.ป.ช. ต่างก็เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ ซึ่งองค์กรอิสระควรค่าแก่การดำรงอยู่ต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้ผู้ทำหน้าที่ในองค์กร ที่มีคุณสมบัติและมีหลักการทำงานเพื่อประชาชนและบ้านเมืองไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองและพวกพ้อง
เมื่อถามว่า การแก้รัฐธรรมนูญ กำลังเป็นบทสะท้อนถึงความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ปัญหานี้คงต้องดูที่สาเหตุเป็นหลักเพราะการยื่นคำร้องครั้งนั้น เกิดจากผู้ยื่นกังวลต่อกรณีการล้มล้างการปกครองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งสังคมไทย ก็ต้องยอมรับว่า เคยเกิดขึ้นจริง และกลายเป็นข้อกังวลถึงปัจจุบันเมื่อถึงจุดนี้ ก็ต้องยอมรับในสิทธิโดยชอบที่จะยื่นคำร้องสอบถามศาลรัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัวไม่ติดใจกับการแก้รัฐธรรมนูญและยอมรับในความคิดเห็นของแต่ละฝ่าย แต่ก็เชื่อว่าต่างฝ่ายต่างก็มีเบื้องหลังของความคิดเห็น ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นแบบไหนอย่างไรไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ประชาธิปไตยจะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำและรัฐธรรมนูญที่เป็นจริง ก็ควรเป็นเพียงแค่แนวทางการทำงาน เป็นกรอบการปฏิบัติการการของบ้านเมือง ซึ่งประเทศไทย อาจมีรัฐธรรมนูญอันแสนสวย มากมาตรา แต่กลับปกครองในระบบเผด็จการก็ได้หากผู้ใช้เข้าใจและกระทำการแบบผิดๆ
นายพิชัย กล่าวว่า วันนี้บ้านเมืองเราทะเลาะกันรุนแรงเหลือเกิน แบบที่สังคมไทยการเมืองไทยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยอีกมุมหนึ่งก็เชื่อว่าประชาชนคนไทยก็เบื่อบรรยากาศแบบนี้แล้วไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน จึงมั่นใจว่าคนไทยทุกคนปรองดองกัน แต่การปรองดองนั้นไม่ใช่การออกกฎหมายปรองดอง หรือ นิรโทษกรรม
"วันนี้ เรื่องง่ายๆ ผมบังคับให้คุณดื่มน้ำชา ถ้าคุณไม่ดื่ม ผมจะออกกฎหมายมาบังคับคุณ แต่คุณบอกว่าคุณอยากดื่มน้ำเปล่า ฉันใดก็ฉันนั้นการปรองดองจะเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกันการเจรจา โดยไม่มีเงื่อนไขล่วงหน้าการอะลุ่มอะหล่วยและยืดหยุ่น ดังนั้นทางสายกลางที่ดีที่สุด ที่จะนำไปสู่การปรองดองและจากคุณต้องการดื่มน้ำเปล่าแต่ผมต้องการให้คุณดื่มน้ำชาจึงน่าจะตกลงกันได้ด้วยดีแบบคนละครึ่งคือผสมน้ำชาลงไปในน้ำเปล่าคุณตกลงไหมนี่ละการปรองดอง” นายพิชัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการเปิดประชุมสภาฯ 1 ส.ค.นี้ จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปรองดองและพ.ร.บ.นิรโทษกรรม นายพิชัย กล่าวแสดงความเป็นห่วงว่า อยากขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายในสภาฯยุติการโต้เถียงกัน โจมตี หันหน้ามาคุยกันด้วยเหตุและผล จะคุยแบบไม่ต้องเปิดเผยหรือมีเงื่อนไขล่วงหน้าก็ได้ ซึ่งข้อตกลงที่ได้ก็ต้องทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับได้แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องกฎหมายปรองดอง เพราะการปรองดองในบ้านเมืองจะออกเพียงกฎหมายไม่ได้ ซึ่งหากขัดขืนฝืนเดินหน้าไป อาจเป็นเหตุให้คนที่รักและเคารพกฎหมาย โดยยึดหลักการตามกระบวนการยุติธรรมออกมาคัดค้านต่อต้านได้ สุดท้ายจะเกิดการเผชิญหน้าและนำมาซึ่งความรุนแรงแบบที่ว่า “การเมืองกับการเมือง ประชาชนกับประชาชน” ซึ่งวาระการพิจารณากฎหมายทั้ง2ฉบับจะถึงขั้นต้องพับไปก่อนหรือไม่นั้นตนไม่สามารถตอบแทนได้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของส.ส.และดุลยพินิจของรัฐบาล ที่จะร่วมส่งสัญญาณที่เหมาะสม
ขณะที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา จากพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตามหลักกติกาสากล เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนตามระบอบประชาธิปไตย ก็ย่อมต้องมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร และเสียงข้างมากก็เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเมื่อส.ส.ต้องการขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติก็เป็นสิทธิโดยชอบที่จะเสนอ โดยเฉพาะพรรคการเมืองได้เคยหาเสียงไว้ในสนามเลือกตั้งทั้งแก้รัฐธรรมนูญและตรากฎหมายปรองดองก็ต้องกำหนดเป็นภารกิจสำคัญที่จะเดินหน้าไป
เมื่อถามว่า รัฐสภาขับเคลื่อนแก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายปรองดองถือว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ใช่ไหมนายยงยุทธ กล่าวว่า ถูกต้อง ต้องเป็นไปตามระบบและกลไกที่มีอยู่ หากเสียงข้างน้อยไม่ชอบใจ ประชาชนบางกลุ่มไม่เห็นด้วย คงต้องทบทวนและไตร่ตรองด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเสียงข้างมากเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร แต่ส่วนตัวก็เห็นว่า เสียงข้างมากก็ต้องรับฟังเสียงข้างน้อยด้วยเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและสันติ
“ เสียงข้างมาก เสมือนผู้ถือดาบ ถือมีดอยู่ จึงควรระมัดระวังมีดดาบที่ถือนั้น ไม่ให้กระทบทิ่มแทงเสียงข้างน้อย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับข้อเท็จจริงในระบอบประชาธิปไตย แต่การตรากฎหมายไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายใดก็ตาม ต้องมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและตามหลักสากล การแก้รัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้านิติบัญญัติไม่สามารถทำอะไรได้เลย เนื่องจากติดล็อคด้วยเจตนาที่มีคนเขียนไว้หรือมีเงื่อนไขกั๊กไว้ ปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้น จากความคับข้องใจ กลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง” นายยงยุทธ กล่าว
นายยงยุทธ กล่าวด้วยว่า เจตนาของการจัดตั้งองค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาข้อโต้แย้งขององค์กรที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และองค์กรอิสระ ซึ่งหากความคิดเห็นโต้แย้งกัน จนไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ทางและถ้าบทบัญญัติใดไม่มีในรัฐธรรมนูญและมีเหตุการณ์บ้านเมืองเกิดขึ้นตามวิถีประชาธิปไตย ก็สามารถปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำได้ ดังนั้นศาลศาลรัฐธรรมนูญตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ในรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อแก้ปัญหาให้สังคมการเมืองไทยไม่ใช่การเข้ามาสร้างปัญหาเพิ่ม
เมื่อถามว่า สังคมการเมืองไทยต้องการกฎหมายปรองดองไหม นายยงยุทธ กล่าวว่า คงต้องมองย้อนไปถึงอดีต วันหนึ่งเราต่อต้านกระบวนการประชาธิปไตย จนเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อแก้ทางตัน และวันหนึ่งบอกว่า การนิรโทษกรรม คือการเริ่มต้นของสังคมไทย ด้วยการให้อภัย แต่ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า เราควรให้อภัย หรือนิรโทษกรรมใคร ผู้มีอำนาจควรได้รับประโยชน์ หรือประโยชน์นั้นจะเป็นอานิสงค์ไปถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ เมื่อถามย้ำว่า สังคมการเมืองไทยวันนี้ พร้อมจะมีกฎหมายปรองดองแล้วใช่ไหม นายยงยุทธ กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญหรือการตรากฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่จะแก้ได้ทุกโรคสิ่งสำคัญคือต้องสร้างบรรยากาศของความรักชาติบ้านเมืองมากกว่าพรรคพวก รวมถึงการให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
"ผมไม่เคยเห็นโต๊ะเจรจาที่ไหนในโลกนี้แบบว่าเกิดศึกสงครามขึ้นก็ผูกไทด์ใส่เสื้อนอกนัดหมายมาคุยกันแล้วก็จบที่โต๊ะเจรจานั้นเลย ส่วนใหญ่จะมีเบื้องหลังและมีการพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการมาก่อนเพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้ความขัดแย้งต่างๆทั้งหลายที่เกิดขึ้นมีอยู่3ประเด็นคือ1.ประเด็นส่วนตัว อาทิ ไม่ชอบกัน ด่ากัน ถกเถียงกัน คงต้องชี้แจงพูดคุยและขอโทษกัน ถึงจะจบ 2.เรื่ององค์กรของตัวเอง เช่น พรรค หรือ ระหว่างพรรค ทุกคนก็รักและต้องการรักษาพรรค เพื่อให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง 3.ข้อกฎหมายที่เป็นผลประโยชน์ ซึ่งควรตกลงและทำความเข้าใจกัน ด้วยการตั้งโต๊ะเจรจากัน ไม่ใช่การเปิดสัมมนา เสวนา หรืออภิปรายกัน โดยที่ไม่รู้จักหน้าค่าตา ซึ่งคงต้องคุยจากวงเล็ก ก่อนไปสู่วงใหญ่ ถึงจะเกิดความสมานฉันท์ ความรักกัน"นายยงยุทธ กล่าว
นายยงยุทธ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือปรองดอง แต่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ แต่ถ้าตราออกมาแล้วฝ่ายหนึ่งไม่อยากให้ออกเพราะไม่มีส่วนได้เสีย แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยากให้ออก เพราะได้รับประโยชน์ อาจเกิดปัญหาขึ้นในสังคมการเมืองไทย ดังนั้นควรสร้างความเข้าใจ และพูดคุยเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว เพื่อความสงบสุข สันติของประชาชนและบ้านเมือง และนับจากนี้สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือทุกฝ่ายทุกคนควรนึกถึงประโยชน์ของบ้านเมืองมากกว่าพรรคการเมือง นึกถึงประชาชนมากกว่าความรู้สึกของตัวเอง และเห็นว่าในสภาวะเช่นนี้ ควรมีฝ่ายกลาง คนกลาง หรือผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพ ออกมาไกล่เกลี่ยประเด็นขัดแย้ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเป็นธรรม นอกจากนั้นประชาชน ผู้ที่อยู่ตรงกลางจากกลุ่มคน 2 ฝ่าย ก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วยถึงการแสดงออกทางการเมืองในมุมที่เหมาะสมถูกต้อง





