ผ่านมาเกือบ2ปีในการบริหารประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ อาจดูเหมือนถอยบ้าง รุกบ้าง ยอมอดทนรอ แต่สุดท้ายก็คือเดินไม่ล้มเลิก
"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาวคนสุดท้องของตระกูล“ชินวัตร” ได้รับความไว้วางใจจากพี่ชาย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่าน้องคนใด ตลอดเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจการเมือง ยิ่งลักษณ์ก็ยังทำหน้าที่ “นักธุรกิจ”บริหารทรัพย์สมบัติของตระกูลให้งอกเงย โดยไม่เคยคิดเล่นการเมือง
แต่แล้ว ยิ่งลักษณ์ในวัย 44 ปีก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 28 ของประเทศไทย ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า ด้วยต้นทุนการเมืองของพี่ชายและพรรค เวลาหาเสียงเพียง 49 วัน จึงไม่ใช่อุปสรรคในการกรุยทางเข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2554 พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความเชื่อมั่นแก่น้องสาวและสังคมว่า ยิ่งลักษณ์คือ “โคลนนิ่ง” ของเขา อะไรที่เขาคิดและทำได้ น้องสาวก็คิดและทำได้ไม่ต่างกัน
ผ่านมาเกือบ 2 ปีในการบริหารประเทศ กลับไม่เป็นดังเดิม เมื่อสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณคิด ไม่มีคำสั่งจากยิ่งลักษณ์ ให้ผู้เกี่ยวข้องรับไปทำ อีกทั้งกุนซือข้างกายยิ่งลักษณ์ ก็ไม่ปรากฏคนคุ้นเคยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถาม เรื่องความขัดแย้งทางอำนาจของ "2 ผู้นำ" ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า "สตรีหมายเลข 1"ที่จะอายุครบ 46 ปีเต็ม ในวันที่ 21 มิ.ย.2556 นี้ ต้องการสลัดคราบโคลนนิ่งของพี่ชายหรือไม่
1 ในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ที่ยิ่งลักษณ์ต้องพยายามเป็นตัวของตัวเอง ในฐานะที่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะต้องรับผิดชอบสูงสุดในทุกการตัดสินใจ อย่างทีมงานของยิ่งลักษณ์ ก็เป็นคนวัยใกล้เคียงกัน พูดจากันรู้เรื่อง แม้บางคนจะเป็นผู้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้วางใจน้อยหรือไม่ไว้วางใจเลย เนื่องจากเคยทิ้งพรรคไปหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย.2549 แต่ตอนนี้ก็กลับมามีตำแหน่ง
อีกทั้งสไตล์การทำงานของ 2 ผู้นำ ก็ต่างกันสิ้นเชิง พ.ต.ท.ทักษิณจะเลือกคนที่ไว้วางใจที่สุดมาอยู่ใกล้ตัวที่สุด แต่ยิ่งลักษณ์เลือกคนที่เข้าใจเธอมากที่สุดมาช่วยงาน แม้จะมีประสบการณ์และความสามารถน้อยกว่าก็ตาม
“บางครั้งคนเก่ง คนรู้มาก ก็ทำให้นายกฯ รู้สึกเหมือนไม่ได้รับเกียรติ ปัจจุบันท่านก็ยังติดใจบางคนที่เคยสั่งสอนท่านผ่านสื่อช่วงที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธได้ยากว่า สิ่งแวดล้อมมีผลโดยตรงต่อเนื้องาน เพราะหลายวาระที่ถูกชี้แนะโดย “ทีมทักษิณ” กลายเป็นเรื่องที่ “ทีมยิ่งลักษณ์” ฟัง แต่ไม่ได้ยิน ทำให้สถานการณ์ลุกลาม ยากจะเยียวยาในหลายเรื่อง
อาทิ การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่มีชุดคำอธิบายที่สมเหตุสมผลในช่วงแรก จนฝ่ายค้านชิงนิยามว่า เป็นโครงการแจกหนี้ให้คนไทยแบก 50 ปี การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งรัฐบาลไม่กล้าชี้นำธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตั้งแต่จับสัญญาณผิดปกติของค่าเงินบาทได้ จนเกิดผลกระทบต่อภาคการส่งออก และล่าสุดคือโครงการรับจำนำข้าวซึ่งปล่อยให้สังคมจมอยู่กับปัญหา และจดจำตัวเลขขาดทุน 2.6 แสนล้านบาทที่ฝ่ายค้านระบุ จนไม่รับคำอธิบายใดๆ จากซีกรัฐบาล
ในมุมของ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบายสไตล์การทำงานของนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า ในแต่ละวันจะไล่ดูข้อมูลที่ตนนำเสนอ ตรวจสอบซ้ำ ไม่ใช่ใครเสนออะไรมา เอาหมด บางครั้งไม่เอาเลยก็มี ส่วนที่ถูกวิจารณ์เรื่องการพูดผิดนั้น ไม่ได้เป็นเพราะไม่รู้เรื่อง แต่เป็นเพราะคิดเร็ว สมองคิดไปแล้วแต่เรียบเรียงคำพูดได้ไม่ทันสิ่งที่คิด
“สไตล์ท่านจะไม่สบายใจ ให้สื่อมาจี้ถาม อย่างตอนไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มองโกเลีย ท่านเตรียมตัวนะและไม่ใช่เรื่องใครมาชี้นำอะไรเลย ท่านบอกว่า ปูโดนมาเยอะแล้ว ไม่เคยได้พูดเลย เมื่อจังหวะเหมาะสม ท่านก็คิด ก็เตรียมของท่าน พอนายกฯ ทักษิณอ่านแล้วยังตกใจเลย บอกโห..เอาอย่างนี้เลยหรือ อย่างไรก็ตาม วันนี้นายกฯยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่ใช่นักการเมืองนะ ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะถ้ามีคุณสมบัติเป็นนักการเมืองเมื่อไร ความจริงใจมันจะหายไปเลย” เลขาธิการนายกฯ กล่าว
แล้วตัวตนแท้ของ "ยิ่งลักษณ์" เหมือนหรือต่างจากตัวโคลน "ทักษิณ" สุรนันทน์บอกว่า ที่ผ่านมาทั้ง พ.ต.ท. ทักษิณและ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ พี่สาว ให้เกียรตินายกฯมาก ในฐานะคนที่ต้องบริหารจริงๆ ต้องรับผิดชอบจริงๆ แน่นอนในฐานะพี่น้องอาจคุยกันบ้าง ขนาดตนหากมีโอกาสยังขอคำปรึกษาอดีตนายกฯ แล้วนี่เป็นพี่น้องกัน เรื่องอะไรจะไม่คุยกัน
“2 พี่น้องเหมือนกันในแง่ความคิดที่ไปข้างหน้า นายกฯทักษิณอาจใจร้อนกว่า อยากเห็นผลเร็วๆ แต่นายกฯยิ่งลักษณ์อาจดูเหมือนถอยบ้าง รุกบ้าง ยอมอดทนรอ แต่สุดท้ายก็คือเดิน ไม่ล้มเลิก นายกฯเคยบอกว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าต้องอดทนใช้เวลาแก้ไขปัญหา” นายสุรนันทน์ กล่าว
เมื่อถามว่าในการปรับ ครม.ทุกครั้ง เป็นอำนาจเต็มของนายกฯยิ่งลักษณ์ในการพิจารณาหรือไม่? “ทั้งหมด ใครจะเสนออะไรมาสุดท้ายก็อยู่ที่นายกฯ” สุรนันทน์ตอบ
ด้าน “นพดล ปัทมะ” ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่จำเป็นต้องสลัดการเป็นตัวโคลนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคนเป็นพี่น้องกัน อย่างไรก็เหมือนกันอยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ความนิยมในตัวนายกฯ ส่วนหนึ่งถูกถ่ายโอนมาจากคนรักทักษิณ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ "มีแสงในตัวเอง"
“หลังทำงานมา 2 ปี นายกฯ สามารถก้าวออกจากภาพ “เป็นน้องสาวอดีตนายกฯที่ได้เป็นนายกฯ” มาสู่การ “เป็นนายกฯที่บังเอิญเป็นน้องสาวอดีตนายกฯ” ซึ่งการเป็นตัวของตัวเอง การมีภาวะผู้นำ ไม่ใช่ความขัดแย้ง อย่างไรเสียเลือดย่อมเข้มกว่าน้ำ พี่น้องเขาไม่มาทะเลาะกันด้วยเรื่องเท่านี้หรอก” นพดล ระบุ
ทว่าในอีกมุมหนึ่งคล้าย “นพดล” จะยอมรับว่า “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ตกต้องอยู่ภายใต้เงา “พี่ชายใหญ่” จนครบอายุขัย? ซึ่งเขาไม่ตอบตรงๆ แต่ยอมรับว่า “ความนิยม-บารมี-ผลงาน” คือมรดกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝากไว้กับสังคม ซึ่งมันหยั่งรากลงไปลึกมาแล้ว และทำให้องคาพยพต่างๆ เดินไปได้แม้เจ้าของ “ระบอบทักษิณ”จะไม่ได้อยู่ในเมืองไทย
สวนทางกับภาพยิ่งลักษณ์ นำพรรคเพื่อไทยไปพบกับความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ซ้ำกัน 2 หน ทั้งในการเลือกผู้ว่าฯ กทม.และการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขตดอนเมือง เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพดลแก้ต่างว่า “เราไม่ได้แพ้สงคราม เราแค่แพ้ศึก ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่มีแพ้-ชนะ ผมเชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งหลังรัฐบาลเคลียร์ตัวเลขโครงการรับจำนำข้าวได้แล้ว ผลจะออกมาพลิกผัน”
ขณะที่มุมมองจากแกนนำพรรคคู่แข่ง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาล หลายนโยบายที่ “ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ทำ” หรือไม่ก็ ทำแล้วล้มเหลว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายมีปัญหาโดยตัวของมันเอง อาทิ โครงการรับจำนำข้าวซึ่งพบการรั่วไหล โครงการรถคันแรกซึ่งทำให้เกิดปัญหาการจราจรอย่างหนัก การขึ้นค่าแรง 300 บาท ซึ่งทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ฯลฯ ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง เป็นปัญหาจากการบริหารจัดการ โดยนายกฯ คล้ายลอยตัวเหนือปัญหา อ้างว่ามีรัฐมนตรีดูแลอยู่แล้ว ขณะที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอาจไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนัก หลายเรื่องกว่าจะสรุปได้ ก็สร้างความเสียหายไปมากแล้ว เช่น ปัญหาเงินบาทแข็งค่า
“นายกฯคนนี้แทบไม่ได้ทำอะไรเองเลย เพราะมีทีมทำแทนหมด ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง แต่ขณะเดียวกันทีมงานพยายามวางบทบาทให้เธอเล่นในเวทีระหว่างประเทศ สร้างภาพลักษณ์ด้านบวก ทำให้เป็นผู้นำสตรี ถามว่าทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นความพยายามสลัดความเป็นโคลนของ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ก็เป็นไปได้ เพราะในหลายเรื่องที่ผ่านมา จะเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์แสดงความเป็นตัวของตัวเอง แต่บางเรื่องก็หาข้อยุติไม่ได้”
ก่อนเข้าสู่ครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล “สุรนันทน์” และ “นพดล” วิเคราะห์จุดเด่น-จุดด้อย-โอกาส-อุปสรรคของ “ผู้นำหญิง” โดยเห็นตรงกันว่า สมองของ “นายกฯ น้อง” ไม่ต่างจาก “นายกฯ พี่” แต่ความต่างของเพศ ทำให้ยิ่งลักษณ์ละเอียดอ่อนกว่า จึงถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันในแง่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมากจากวันแรกที่เข้าสู่การเมืองคือภาวะผู้นำที่มากขึ้น เข้าใจระบบราชการมากขึ้น และรู้จักตัวละครบนกระดานมากขึ้นและทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลได้ไปต่อ
ขณะที่ “อภิรักษ์” มองต่าง... เห็นว่าเรตติ้งรัฐบาลกำลังดิ่งเหวจากสารพัดปัญหารุมเร้า ทั้งการทุจริต ของแพง เสื้อแดงใช้ความรุนแรง เสื้อแดงขัดแย้งกับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ เคยทิ้งคำบัญชาการให้ลูกพรรคเพื่อไทย เกหมดหน้าตัก-เล่นเกมเสี่ยงตามยุทธศาสตร์ High risk high return ทันทีที่เข้าสู่ช่วงครึ่งเทอมหลังของรัฐบาล สวนทางกับวัตรปฏิบัติของยิ่งลักษณ์ ที่ยึดสไตล์ Play save
"คุณยิ่งลักษณ์มีวันนี้ได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อันนี้พูดตรงๆ เพราะโดยลำพังไม่มีทาง ไม่มีโอกาสจะได้เป็นนายกฯหรอก หากผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณไม่เลือกเข้ามา แต่คนเป็นนายกฯมา 2 ปี ก็ย่อมต้องเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า จะมีวิธีไหนให้ตัวเองได้กลับประเทศไทย โดยที่รัฐบาลยังยืนต่อได้" อภิรักษ์ กล่าว
เมื่อถึงตอนนั้น จะเป็นอีกครั้งที่ “ยิ่งลักษณ์” ต้องตัดสินใจเลือก ระหว่าง “เกมเซฟ” กับ “เกมเสี่ยง” ระหว่างคืนความฝันให้ “พี่ชายใหญ่” กับรักษาอนาคตของตัวเอง


