"มณฑล ภาณุโภคิน"เปิดแผน"เควอเตอร์"มั่นใจฟลัดเวย์เสร็จใน5ปี รับฝั่งตะวันตกยากกว่าตะวันออก ต้องสร้างเส้นทางระบายน้ำใหม่
ประเด็นที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในจัดการน้ำออกมาวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือความเป็นไปได้ของการดำเนินโครงการ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่อย่าง"ฟลัดเวย์"ที่ใช้งบประมาณกว่าครึ่งของ 2.9 แสนล้านในการลงทุนจัดการน้ำของภาครัฐในครั้งนี้
การเป็นผู้ชนะประมูลและคว้ามาถึง 2 โมดูล คือโมดูล A5 กับทางระบายน้ำ (ฟลัดเวย์) และโมดูล A3 กับพื้นที่พักน้ำ (แก้มลิง) มูลค่ารวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท จึงโจทย์ใหญ่ให้ที่รัฐวิสาหกิจจัดการน้ำจากประเทศเกาหลีต้องเจอเผชิญโดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการอาจไม่แล้วเสร็จตามกำหนดเวลา 5 ปี
"ผมไม่ถือว่าสิ่งที่นักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเป็นคำสบประมาทหรือท้าทาย แต่ถือเป็นประเด็นที่จะต้องนำกลับมาคิดในการดำเนินการมากกว่า "มณฑล ภาณุโภคิน" กรรมการผู้จัดการบริษัท เควอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกและพร้อมเคลียร์ทุกคำถามที่สงสัยก่อนที่จะยืนยันหนักแน่นว่า
"ผมเชื่อว่าทั้ง 2 โครงการสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จใน 5 ปี"
มณฑล บอกว่า โครงการก่อสร้างฟลัดเวย์ 1.5 แสนล้านบาท ในมุมมองของเควอเตอร์ถือว่าเป็นโครงการที่เล็กมากและระดับความยากไม่ต่างจากโครงการอื่นที่เคยทำมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น โครงการบริหารจัดการลุ่มน้ำ 4 สายในประเทศเกาหลี ตลอดจนโครงการอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ที่บริษัทเข้าไปดำเนินการไม่ว่าจะเป็น โครงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศลาว พม่า เวียดนาม กัมพูชา จีน บาหลี ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่เขื่อนพลังน้ำขนาดใหญ่ในประเทศปากีสถาน
มณฑลแจงว่า บริษัทได้เตรียมความพร้อมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากประเทศเกาหลี และอเมริกา นอกจากนี้เขายังเตรียมนำเข้า อุปกรณ์ก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่ ที่ทันสมัยเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่ดำเนินการใน 5 ปี
"โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเงื่อนเวลาที่กำหนดใน 5 ปีจึงต้องวางแผนทุกอย่างให้ละเอียดรอบคอบ เพราะต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จใน 5 ปี ถ้าเสร็จเกินกว่านี้ หรือช้ากว่านี้ ความเสี่ยงทุกอย่างจะเข้ามา ซึ่งไม่สามารถคาดได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งเสร็จเร็วความเสี่ยงก็จะยิ่งน้อยลง"
ประเด็นสำคัญหลังการเจรจาต่อรองราคา จึงเป็นเรื่องของรายละเอียดของสัญญา ซึ่ง "มณฑล" บอกว่า ค่อนข้างกังวล เพราะความแตกต่างของกฎหมายของสองประเทศ ไทยและเกา ทำให้ต้องจ้างทีมกฎหมายที่เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบสัญญาอย่างรอบด้านที่สุด และตราบใดที่สัญญาอยู่บนพื้นฐานที่ทำได้ บริษัทก็พร้อมที่จะเซ็นสัญญาทันที
ซึ่งในส่วนของค่าปรับเขาบอกว่า จะยอมรับหากความผิดพลาดเกิดจากบริษัท แต่ถ้าไม่ใช่เราก็ไม่ยอม แต่มณฑล บอกว่าค่อนข้างสบายใจเมื่อได้ฟังจากกฤษฎีกายืนยันว่า "ไม่ต้องกังวล สัญญาทุกอย่าง อยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรม"
สำหรับการก่อสร้างเนื่องจาก เควอเตอร์เข้ามาเสนอโครงการในฐานะบริษัทเดียว จากเกาหลี และเสนอตัวในฐานะผู้ชำนาญด้านการออกแบบระบบ ไม่ใช่บริษัทก่อสร้าง จึงจะใช้บริษัทก่อสร้างในไทยซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้วที่พร้อมจะเข้ามาร่วมงานกันไม่ต่ำกว่า 30 บริษัท โดยจะคัดเลือกตามคุณสมบัติมาตรฐานของ เกาหลี ส่วนจะใช้วิธีไหนในการจ้างงานนั้น กำลังพิจารณาว่า จะการซับงาน (Subcontract) หรือร่วมทุน ( Juice Venture ) โดยกำลังพิจารณาตามเงื่อนของกฎหมาย แต่การตัดสินใจทั้งหมดจะต้องเสนอให้คณะกรรมการภาครัฐพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
การก่อสร้าง เควอเตอร์ วางแผนระยะเวลาก่อสร้างไว้ที่ 2 ปี 10 เดือน ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แบ่งเป็น 2 กะ ส่วนอีก 2 ปี 2 เดือนจะเป็นช่วงเวลาของการศึกษาอีไอเอ อีเอชไอเอ ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวทางการทำงานแบบเดียวกับในประเทศเกาหลี ซึ่งใช้เวลา 3 ปีแรก ศึกษา ออกแบบ และเวนคืน จากนั้น 2 ปีหลังก่อสร้าง ภายใต้งบประมาณ 6 แสนล้าน เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม แม่น้ำ 4 สาย ประกอบด้วยทางระบายน้ำ เขื่อน ฝาย ระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ โดยทั้งหมดแล้วเสร็จภายใน 5 ปี
ส่วนปัญหาเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างฟลัดเวย์ ซึ่งมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลว่าจะเป็นปัญหาทำให้การก่อสร้างเดินหน้าต่อไม่ได้นั้น นายมณฑล บอกว่า เป็นเรื่องที่เขากังวลเช่นกัน และรอความชัดเจน จากรัฐเพราะในเรื่องนี้รัฐไทยจะเข้ามาช่วยดูแลให้ เนื่องจากบริษัทไม่มีอำนาจ จึงรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการด้วยวิธีไหน
สำหรับแนวทางการก่อสร้างฟลัดเวย์ ตามโจทย์ของทีโออาร์ คือต้องการผันน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งในรายละเอียดเส้นทางต้องยอมรับว่าเวลานี้บริษัทยังไม่ได้เลือกชัดเจน แต่จะลงพื้นที่พื้นศึกษา สำรวจ และออกแบบก่อสร้างก่อน
โดยยอมรับว่าฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตกมีความยากกว่า ตะวันออก เนื่องจากต้องสร้างเส้นทางระบายน้ำใหม่ ส่วนฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกยังคงยึดแนวคลองระบายน้ำที่มีอยู่เดิม แต่จะทำให้ระบายน้ำได้มากขึ้น ด้วยการขุดลอกและขยายคลองให้กว้างขึ้น และอาศัยระบบแรงโน้มถ่วงให้น้ำไหล โดยกระทบกับคนในพื้นที่ให้น้อยที่สุด
"หลักการของฟลัดเวย์ไม่จำเป็นต้องเป็นคลองระบายน้ำอย่างเดียว แต่ น้ำที่เก็บกักไว้สามารถนำไปใช้ในพื้นที่การเกษตรในช่วงหน้าแล้ง วางระบบด้านชลประทานโดยไม่ทำให้ระบบเดิมเสียหาย แต่จะทำให้การบริหารจัดการน้ำดีขึ้น" มณฑลบอกว่า ฟลัดเวย์ สามารถทำเป็นช่องทางระบายน้ำพิเศษ เมื่อถึงช่วงน้ำหลาก จะช่วยตัดน้ำออกมาจากแม่น้ำปิง ก่อนเข้านครสวรรค์ ไปทางกำแพงเพชร ไม่ให้น้ำเข้ามาสมทบกับแม่น้ำยม
ส่วนปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับฟลัดเวย์ตะวันออกไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่สิ่งที่เรากังวลมากคือคนที่รุกล้ำเข้าไปอยู่ในลำคลอง เขตชลประทานจึงอยากขอร้อง ขอให้ประชาชนเข้าใจ และขยับขยายออก ไม่เช่นนั้นการก่อสร้างก็จะเดินหน้าไม่ได้ ส่วนหน้าที่ที่จะย้ายคนออกจากพื้นที่เป็นของรัฐที่ต้องดูแล
ปัญหาการต่อต้านของชาวบ้านในพื้นที่ มณฑลบอกว่า หลังจากนี้หากมีความชัดเจนในเรื่องพื้นที่ เส้นทางจากการลงพื้นที่ศึกษา เควอเตอร์พร้อมที่จะพูดคุยหารือกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ แลกเปลี่ยนความคิด ส่วนคนที่ออกมาต่อต้านนั้น เขาไม่ห่วง เพราะเชื่อว่าเป็นเพราะยังไม่ทราบข้อมูล หรือมีข้อมูลไม่ครบ แต่ก็พร้อมจะเปิดรับฟังความเห็นจากคนทุกกลุ่ม
สำหรับโครงการแก้มลิง ในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร และกำแพงเพชร มณฑลมองว่า สามารถทำได้ทันทีและไม่ใช่โจทย์ยาก อาจต้องสำรวจพื้นที่ใหม่ ปรับปรุงคันดิน ส่วนที่เสียหายเดิมให้ดีขึ้น และใส่ระบบโทรมาตรหรือเทคโนโลยีเข้าไป
"สิ่งที่เควอเตอร์เสนอ คือระบบเปิด ปิด ประตูระบายน้ำ ซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ผ่านดาวเทียม และกล้องวงจรปิด โดยที่ระบบของแก้มลิงและฟลัดเวย์ต้องประสานกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์พื้นที่ในช่วงหน้าแล้งได้" เขากล่าว และว่า ส่วนตัวยังมีความห่วงถึงการต่อเชื่อมในส่วนงานควบคุมที่ต้องเชื่อมต่อเทคโนโลยีของแต่ละโครงการเข้าด้วยกัน สุดท้ายรัฐบาลต้องบริหารจัดการให้ได้
ส่วนความเป็นไปได้ของโครงการ มณฑล บอกว่า การพัฒนาที่มองถึงอนาคต เขามีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าคิดจะทำอะไรให้มันสำเร็จ มันต้องสำเร็จ เพราะเราจะคิดในมุมว่าทำอย่างไรให้สำเร็จ แต่ถ้าเราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้” เขากล่าว และว่า เควอเตอร์ไม่มีทางทำงานนี้ได้สำเร็จ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนในพื้นที่
นอกจากนี้มณฑล บอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า อยากขอเวลาให้รัฐบาล ขอโอกาสให้เอกชน อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจว่าเป็นไปไม่ได้ โดยบริษัทจะดำเนินการทุกขั้นตอนให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่หากการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าไม่ผ่านอีไอเอก็ยุติโครงการทันที เพราะเรายอมรับทุกอย่างตามหลักวิชาการ หากหลักวิชาการบอกว่าเป็นไปไม่ได้กระทบสิ่งแวดล้อมสร้างไม่ได้ก็พร้อมจะยุติ





