ศาลอาญา กท.ใต้เลื่อนพิพากษา"2อิหร่าน"คดีระเบิดสุขุมวิท71 เหตุปัญหาเอกสารคำเบิกความพยานตำรวจ2นายที่เคยให้ต้นปี56
ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลมีคำสั่งเลื่อนพิพากษาคดีระเบิด 3 จุดในซอยสุขุมวิท 71 คดีหมายเลขดำ ด.1446/2555 ที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายซาอิด โมราดิ (SAEID MORADI)อายุ 29 ปี ซึ่งขาซ้ายขาดจากเหตุระเบิด ขณะที่ตาขวามองไม่เห็น เพราะได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดและ นายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ อายุ 43 ปี ชาวอิหร่าน เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดระเบิด , ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ , ความผิดต่อชีวิต ,ทำให้เสียทรัพย์ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490
โดยศาลมีคำสั่งเลื่อนนัดอ่านพิพากษาคดีในวันนี้ออกไปก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลได้ออกหมายเรียก พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ ผกก.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พ.ต.ท.ฤทธี ปานดำ รองผกก.ป.สน.มักกะสัน พยานโจทก์ 2 ปากเพื่อรับรองเอกสารคำเบิกความที่พยานทั้งสองเคยให้การในชั้นศาลเมื่อวันที่ 5-6 ก.พ.56 แต่เนื่องจาก พ.ต.อ.กำธร ติดราชการไม่อาจมาศาลได้ ขณะที่ พ.ต.ท.ฤทธี ยังไม่ได้รับหมายเนื่องจากส่งหมายผิดสถานที่ไปยัง สน.คลองตัน ซึ่งศาลจำเป็นต้องพิจารณาคำเบิกความพยานครบถ้วน ดังนั้นต้องรอเรียกพยานทั้งสองมารับรองคำเบิกความก่อน จึงได้นัดพร้อมคู่ความเพื่อออกหมายเรียกพยานทั้งสองมาลงชื่อรับรองเอกสารในวันที่ 4 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น. แล้วศาลจึงจะได้กำหนดวันนัดพิพากษาคดีนี้อีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้จำเลยทั้งสองถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อฟังการพิจารณา ซึ่งนายซาอิด จำเลยที่ 1 ที่ขาขาด ได้นั่งรถเข็นของกรมราชทัณฑ์มาขึ้นศาล ขณะที่ภรรยา รวมทั้งบุตร 2 คนและญาติของนายมูฮัมหมัด จำเลยที่ 2 ได้เดินทางมาจากประเทศอิหร่านเพื่อมาให้กำลังใจสามีด้วย
แต่ระหว่างที่ศาลมีคำสั่งแจ้งเลื่อนผ่านล่าม ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่เข้าใจกระบวนการ นายซาอิด จำเลยที่ 1 ก็พยายามที่จะแถลงศาลผ่านล่ามว่า คดีนี้ตนรับสารภาพ ยอมรับผิดทุกอย่าง โดยนายมูฮัมหมัดไม่เกี่ยวข้องการสร้างระเบิด ซึ่งการเดินทางมาศาลแต่ละครั้งก็ต้องยุ่งยากนั่งรถเข็น โดยเมื่อคดีสืบพยานเสร็จเข้าใจว่าการพิพากษาน่าจะทำได้ภายในเวลาไม่นาน ซึ่งระหว่างนั้นบุตรสาว ของนายมูฮัมหมัด ได้ร้องไห้และโผเข้ากอดบิดา ก่อนที่ภรรยาของนายมูฮัมหมัด พยายามแถลงศาลผ่านล่ามว่า ที่ผ่านมาหลังจากสามีถูกจับกุมนั้นตนกำลังตั้งท้องบุตรคนเล็ก ก็ต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงคนเดียวปีกว่าแล้ว
ศาลได้ชี้แจงขั้นตอนผ่านล่ามให้จำเลยทั้งสองฟังว่า ศาลไม่ได้เลือกปฏิบัติว่าจำเลยจะเป็นชาวอิหร่าน หรือคนไทย ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการศาลไทยด้วย ซึ่งขั้นตอนก็เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาที่จะต้องดำเนินการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่วนจำเลยจะมีความผิดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาและมีคำพิพากษาตามพยานหลักฐาน ซึ่งการนัดอ่านคำพิพากษาบางคดีอาจใช้เวลา 2-3 เดือนก็เป็นได้ บางคดีก็รวดเร็วขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน สุดท้ายจำเลยทั้งสองเมื่อเข้าใจกระบวนการก็ได้แถลงไม่คัดค้านการเลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาดังกล่าว





