นิติวิทย์ตรวจซากหาสาเหตุรถหรูไฟไหม้6คัน

นิติวิทย์เริ่มตรวจซากรถหรู หาสาเหตุเพลิงไหม้-เจ้าของรถตัวจริง ด้านดีเอสไอประสาน12บริษัทนำเข้ารถหรู ส่งช่างตรวจเทคนิค
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวภายหลังรับมอบสำนวนสอบสวนคดีเพลิงไหม้รถหรูทั้ง 6 คัน จากสภ.กลางดง จ.นครราชสีมา พร้อมนำรถของกลางทั้ง 6 คันประกอบด้วยรถเบนท์ลี สีดำ 2 คัน รถเบนซ์ รุ่น E 300 สีขาว 1 คัน รถบีเอ็มดับบลิว รุ่น X 6 จำนวน 1 คัน รถลัมโบกินี สีขาว 1 คัน รถเฟอร์รารี่ รุ่น F 430 สีแดง 1 คัน มาตรวจสอบสภาพและเก็บรักษาที่ดีเอสไอ โดยเบื้องต้นวันนี้(11 มิ.ย.) ได้ประสานให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เข้าเก็บรายละเอียดทั้งหมดทุกคัน โดยเฉพาะเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ เพื่อจะได้หาความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่นำเข้ารถเหล่านี้และสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด เนื่องจากสภ.กลางดง ตรวจพิสูจน์รถไปได้เพียง 3 คันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) ตนได้ขอความร่วมมือจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ มาตรวจสอบรายละเอียดเชิงเทคนิค ได้แก่ บริษัทนีช คาร์ จำกัด ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรถลัมโบกินี่ บริษัทเบนซ์ ประเทศไทย บริษัทบีเอ็มดับเบิ้ลยู ประเทศไทย บริษัทเอเอเอส ออโต้เซอร์วิส จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถปอร์เช่ และเบนท์ลี่ บริษัทซิตี้ ออโต้ โมบิล จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ และบริษัทคาวาลลิโน่ มอเตอร์ ผู้แทนจำหน่ายรถเฟอรารี่ เป็นต้น
พ.ต.ท.วัชรัศมิ์ เฉลิมสุขสันต์ ผอ.สำนักตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ กล่าวว่า นิติวิทย์ฯจะต้องเก็บข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดที่คาดว่าเป็นประโยชน์ในการนำไปขยายผลสอบสวนหาสาเหตุและรู้ที่มาของรถเหล่านี้ และเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดชัดเจนจำเป็นต้องรื้อซากตรวจสอบด้วย เนื่องจากสภาพรถบางคันที่ถูกเพลิงไหม้อาจทำให้เลขตัวถังหรือเลขเครื่องยนต์หายไป ดังนั้นการผ่าเครื่องอาจทำให้ได้รายละเอียดอื่นที่เป็นประโยชน์แทน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพรถแต่ละคันด้วย
สำหรับของกลางทั้งหมดดีเอสไอได้จัดสถานที่บริเวณด้านหน้าดีเอสไอไว้เป็นสถานที่เก็บรักษาของกลางทั้งในส่วนของรถที่ยึดและอายัดไว้ซึ่งมีอยู่9 คันและของกลางที่ถูกเพลิงไหม้จำนวน 6 คัน ซึ่งของกลางที่ถูกเพลิงไหม้ได้จัดสถานที่กางเต๊นท์ไว้รอการตรวจสอบ




