วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนขับรถยันไม่เกี่ยวข้องเอกยุทธหายตัว

คนขับรถยันไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร"

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นำตัวนายสันติภาพ เพ็งด้วง คนขับรถของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจที่หายตัวไปและถูกควบคุมตัวได้ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร มาแถลงข่าวข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนพร้อมชี้แจงความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนทางคดีภายหลังพี่สาวและญาตินายเอกยุทธได้แจ้งความไว้ที่ สน.วังทองหลาง โดยมีญาติเข้าฟังการแถลงข่าวด้วย

นายสันติภาพ เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า วันที่ 6 มิ.ย. ขับรถตู้โฟล์คไปส่งนายเอกยุทธ ที่ร้านอาหารกระแตย่านสะพานควายเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. จากนั้นได้รอนายเอกยุทธทานอาหารร่วมกับเพื่อนๆ กระทั่งเวลา 23.00 น. จึงขับรถมารับนายเอกยุทธเพื่อกลับบ้านพักย่านทาวน์อินทาวน์ โดยใช้เส้นทางถนนลาดพร้าว แต่รถติดหนักจึงเลี่ยงขึ้นทางด่วนมาลงที่เลียบทางด่วนรามอินทรา ขับผ่านร้านอาหารต้นซุง ก่อนเลี้ยวเข้าบ้านพักนายเอกยุทธย่านทาวน์อินทาวน์

จากนั้นได้ลงไปเปิดประตูบ้านให้นายเอกยุทธโดยนายได้สั่งให้รอก่อนเพราะอาจจะให้ขับรถพาลงไปภาคใต้ แต่ไม่ระบุจังหวัดไหน และหันมาถามตนเองว่าพร้อมหรือไม่ และตอบไปว่าพร้อม เพราะเส้นทางไปภาคใต้คุ้นเคยดี เนื่องจากมีบ้านอยู่ที่จ.พัทลุง จากนั้นนายเอกยุทธมีท่าทีลุกลี้ลุกลน เหมือนจะรีบออกเดินทาง และเดินขึ้นลงภายในบ้านตลอดทั้งคืนพร้อมกับคุยโทรศัพท์ กระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. นายเอกยุทธสั่งการให้ตนไปถอดสายเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดภายในบ้านออกให้หมด ส่วนนายเอกยุทธนำฮาร์ดดิสก์ที่เก็บข้อมูลภาพกล้องวงจรปิดเก็บไว้และทำตามคำสั่งของเจ้านาย

นายสันติภาพ กล่าวอีกว่า นายเอกยุทธได้สั่งให้ขึ้นรถตู้เลย แต่นายเอกยุทธบอกว่าดึกมากแล้ว มีบ้านพักอยู่แถวไหนหรือไม่เลยตอบไปว่ามีบ้านพี่สาวอยู่ย่านลาดกระบัง นายเอกยุทธสามารถไปพักได้เพราะมีแอร์อยู่ทุกห้อง ซึ่งไม่ทราบว่าทำไมนายเอกยุทธถึงไม่นอนพักที่บ้านก่อนเดินทาง แต่นายเอกยุทธก็บอกว่าไปนอนบ้านพี่สาวตนเองก่อนก็ได้ และในระหว่างเดินทางนายเอกยุทธคุยโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา ลักษณะเป็นการสั่งงานพร้อมพกมือถือไปด้วยถึง 4 เครื่อง กระทั่งรุ่งเช้าประมาณ 10.00 น. นายเอกยุทธสั่งให้ขับรถไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ และบอกว่าจะมีคนนำเอกสารมาให้ ซึ่งตนก็ทราบแต่เพียงว่าชื่อแบงก์ และนายเอกยุทธให้ตนลงไปรับเอกสารซึ่งเป็นเช็คเงินสด จากนั้นให้ขับวนอยู่ภายในสนามบิน และเห็นนายเอกยุทธตรวจดูเอกสารดังกล่าวพร้อมกับเซ็นชื่อด้วย กระทั่งนำเอกสารชุดเดิมมาขึ้นนายแบงค์ ต่อมานายเอกยุทธสั่งตนให้ขับออกไปจากสนามบิน กระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. นายเอกยุทธให้ขับเข้ามาที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้ง พร้อมกับให้ลงจากรถ ไปรับซองเอกสารจากผู้หญิงคนหนึ่งชื่ออิน ซึ่งขับรถยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค จอดรอ โดยซองเอกสารเป็นซองสีน้ำตาล และไม่รู้ว่าข้างในเป็นเงิน แต่ระหว่างที่ลงไปเอาเอกสารให้นายเอกยุทธ หญิงที่ชื่ออินพยายามถามว่า "นายอยู่ไหน" แต่ไม่ได้ตอบไปเพราะถือเป็นความลับของเจ้านาย อีกทั้งนายเอกยุทธสั่งการไม่ให้บอกใครเด็ดขาด กระทั่งกลับมาขึ้นรถอีกครั้ง นายเอกยุทธซึ่งรออยู่ในรถตู้ก็สั่งการให้ขับรถไปยังภาคใต้ทันที แต่ไม่บอกว่าไปจังหวัดไหน

นายสันติภาพ กล่าวว่า ได้ใช้เส้นทางมอร์เตอร์เวย์บางปะอิน ขึ้นทางยกระดับมุ่งหน้าไปพระราม 2 และเข้าสู่เส้นทางมุ่งลงสู่ภาคใต้ โดยระหว่างที่อยู่ในรถนายเอกยุทธจะคุยโทรศัพท์อยู่เกือบตลอดเวลา มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องทางธุรกิจและตนไม่ทราบว่าคุยกันเรื่องอะไรเพราะไม่มีความรู้ แต่มีประโยคหนึ่งที่นายเอกยุทธคุยโทรศัพท์ว่า "ไปพม่าจะดีหรือไม่"กระทั่งขับรถมาถึงจ.เพชรบุรี เป็นเส้นบายพาสก่อนถึงปราณบุรี นายเอกยุทธสั่งให้จอดรถข้างทาง และคุยโทรศัพท์ในลักษณะที่ว่า "อยู่ไหนแล้ว รีบๆ มาเลย"

จากนั้นประมาณ 10 นาที ตนมองไปยังกระจกหลังเห็นรถเก๋ง 2 คนไม่ทราบยี่ห้อและป้ายทะเบียนมาจอดด้านหลังรถตู้ และนายเอกยุทธได้ยื่นเงินให้ตนเองจำนวน 1,000 บาท พร้อมกับบอกว่า "ให้หยุดงานได้เลย ส่วนจะกลับมาทำงานวันไหนจะโทร.บอกอีกครั้ง และอย่าบอกใคร" จากนั้นนายเอกยุทธได้ลงจากรถพร้อมด้วยกระเป๋าเจมส์บอนส์ และกระเป๋าเดินทางอีก 1 ใบไปขึ้นรถเก๋งคันดังกล่าว และมุ่งหน้าลงสู่ภาคใต้ทันที ทั้งนี้ ระหว่างที่ลงจากรถไม่มีการฉุดกระชากกันแต่อย่างใด เพราะคนขับรถเก๋งก็ไม่ได้ลงจากรถ แต่นายเอกยุทธเดินไปขึ้นรถเอง ส่วนที่ว่ามีการเจอสัญญาณจีพีเอสของรถตู้ในค่ายทหารนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ขับรถไปในค่ายทหารแต่อย่างใด

"จากนั้นตรงกับวันหยุดของผมพอดี ไม่รู้จะไปไหนเลยคิดว่าจะขับรถนายไปอวดเพื่อน จึงมุ่งหน้าไปจ.พัทลุง กระทั่งมาถึงวันจันทร์ที่ 10 มิ.ย. กำลังจะขับรถตู้กลับมาส่งไว้ที่บ้านนาย แต่รถยางแตกเมื่อถึงจ.สมุทรสงคราม ขณะกำลังเอารถเข้าปั๊มแก๊สเพื่อปะยาง ก็ถูกตำรวจเชิญมาสอบปากคำ ส่วนตัวไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุร้ายกับนายหรือไม่ เพราะผมก็ไม่รู้จักนายดี เพิ่งเข้ามาทำงานได้ราว 2-3 เดือน ที่ได้มาทำงานกับนายเพราะนายเกิดความสงสาร เห็นใจผมที่ถูกต่อยตอนเหตุทะเลาะวิวาทที่ร้านคาราโอเกะซิตี้เมื่อปลายปีก่อน" นายสันติภาพ กล่าว