เปิดใจ"ถวิล" ชีวิตเปลี่ยนไปจากที่เคยมีสาระ หลังถูกนายกฯยิ่งลักษณ์ย้ายเข้า "กรุ"
บางคนอาจจะบอกว่าเขาคือ "ฮีโร่" ไปแล้ว หลังจากหาญกล้าต่อกรกับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ" ที่กุมอำนาจทางการเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดภายใต้การดูแลของพี่ชายผู้เป็นอดีตนายกฯ แต่เจ้าตัว "ถวิล เปลี่ยนศรี" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ที่ถูกย้ายมา "นั่งตบยุง" ในตำแหน่ง "ที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ" บอกว่าเขาไม่ใช่
"ผมไม่คิดว่าตัวเองเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ก็ยินดีที่มีส่วนแชร์ความรู้สึกต่างๆ หลังจากมีคำพิพากษาออกมาทำให้ผมรู้ว่าคนที่อยู่ในห้วงทุกข์ยังมีอีกมาก มีข้าราชการโดนแบบผมอีกเยอะ มีเข้ามาปรับทุกข์ และเห็นผมเป็นแรงบันดาลใจ ผมมีวันนี้ไม่ใช่ว่าเพราะพี่หรือน้องให้ แต่เพราะระบบคุณธรรมราชการให้มา เมื่อระบบคุณธรรมให้ผมก็ต้องตอบแทนให้ดีที่สุด" ข้าราชการวัย 59 ปี กล่าวระหว่างเปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือเนชั่น
ถวิล บอกว่า หลังจากถูกย้ายมาอยู่ชีวิตก็เปลี่ยนไป จากที่เคยมีสาระเพราะได้ทำงานเป็นชีวิตที่ไม่มีสาระ ตั้งแต่ถูกย้ายมานายกฯยิ่งลักษณ์ ไม่เคยเรียกใช้งาน ไม่เคยปรึกษาใดๆทั้งสิ้น ไม่ได้เป็นอย่างที่ให้เหตุผลไว้เลยว่าโยกย้ายมาเพื่อให้มาช่วยทำงาน มีเพียงช่วงแรกที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯยังอยู่ ที่เรียกไปช่วยงานบ้าง
"โดยศักยภาพของตำแหน่งของผมตอนนี้แค่ให้ใครไปซื้อกาแฟยังไม่ได้เลย ไม่เหมือนตอนอยู่ สมช.ที่มีข้อมูลมีเข้ามาทุกทาง...หลังจากถูกย้าย ผมก็หนักใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าที่นี่คือ "กรุ" ที่พูดไว้ในกระดาษนั้นลวงหลอกทั้งนั้น มานั่งที่นี่ก็ไม่มีงานทำ เหมาะสำหรับคนที่จะเตรียมบวช "
สำหรับสถานที่ที่ถวิลบอกว่าเป็น "กรุ" นั้น เป็นห้องทำงานเล็กๆ เนื้อที่ประมาณ 15 ตารางเมตร ในห้องมีเพียงโต๊ะทำงานตัวใหญ่และชั้นวางของ ที่บนโต๊ะทำงานแทบจะไม่มีเอกสารอะไร นอกจากหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆ ที่ถวิลบอกว่า ช่วงหลังเขามีเวลาอ่านหนังสือประเภทนี้มากขึ้น ห้องทำงานของถวิลอยู่ในปีกของตึกบัญชาการซึ่งเป็นแหล่งรวมของบรรดาข้าราชการที่ถูกย้ายเข้ามา บรรยากาศเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
ถวิล เล่าถึงที่มาของ "กรุ" นี้ว่า ถูกสร้างขึ้นมาสมัยอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายของนายกฯคนปัจจุบัน
"เรื่องการโยกย้ายข้าราชการนั้น เมื่อก่อนเวลาฝ่ายการเมืองเวลาจะย้ายข้าราชการเทียบเท่าระดับปลัดกระทรวงต้องไปขอตำแหน่งที่กพ. โดยขอได้ทีละตำแหน่ง เมื่อไปที่กพ.อย่างน้อยฝ่ายการเมืองก็จะเกรงใจ แม้นายกฯจะนั่งเป็นประธานก็ตาม แต่ว่าก็จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็จะตั้งคำถามว่าย้ายทำไม มีความผิดอะไร จะให้ไปทำอะไร ซึ่งมันก็ตอบยากหรืออธิบายยากเพราะไม่เป็นไปตามนั้น ก็ทำให้มีความยับยั้งชั่งใจบ้างไม่ขอกันง่ายๆ แต่ว่าสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ หลังปี 2544 หลังจากท่านจัดระเบียบฝ่ายการเมืองเสร็จแล้ว ท่านก็มาจัดระเบียบข้าราชการ ท่านคิดว่าปลัดกระทรวงต้องย้ายได้ จากการย้ายแบบเดิมนั้นที่ทำได้ยาก ก็มีการขอตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯเปิดไว้ 6 ตำแหน่ง เป็นกรุเป็นป่าช้าไปเลย เอาไว้เพื่อควบคุมอธิบดี ควบคุมปลัดกระทรวง ใครมีปัญหาก็ย้ายได้ทันที"
ถวิล ยอมรับว่าการต้องเป็นคู่กรณีกับผู้บังคับบัญชานั้นไม่ใช่เรื่องสนุก โดยเขาเริ่มไม่สบายใจตั้งแต่คำสั่งโยกย้ายออกมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 เพราะรู้ว่าจะต้องฟ้องผู้บังคับบัญชา "การขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชานั้นไม่เป็นมงคลกับชีวิตราชการ และชีวิตส่วนตัวเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็จำเป็นเพราะว่าผมไม่ได้ไปรุกรานท่า ไม่ได้ไปก้าวล่วงท่าน เพียงแต่ท่านเข้ามาในดินแดนผม ก็ต้องปกป้องด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมาไม่ได้ไปใส่ร้ายป้ายสีอะไรทั้งสิ้น"
อดีตเลขาธิการ สมช. ย้ำว่า หากนายกฯยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางต่อศาลปกครองสูงสุด เขาก็ต้องสู้ต่อไป ซึ่งก็ต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะต่อสู้ได้ "คนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะสู้ มีวิธีการอะไรก็ต้องใช้หมด มีไม้หน้าสามหน้าสี่ก็ต้องใช้หมด...ถ้าท่านอุทธรณ์มันก็จะอันตรายทั้งผมและท่าน สถานการณ์ตอนนี้เหมือนโดยผลักโดนปั่นเหมือนจิ้งหรีด(ให้กัดกัน) แต่สำหรับผมก็คงไม่มีอะไรจะเสียไปกว่านี้แล้ว"
ทั้งนี้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมาให้เพิกถอนคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสมช. มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าขั้นตอนในการรับโอนไม่ถูกต้อง และยังเห็นว่างานในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี มีความสำคัญน้อยกว่าตำแหน่งเลขาธิการ สมช.จึงไม่สอดคล้องตามเหตุผลที่นายกรัฐมนตรีนำเอามาอ้าง ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถ เชี่ยวชาญ ด้านความมั่นคง จึงย้ายให้มาดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
"ผมก็หวังว่านายกฯจะใช้ดุลยพินิจใช้เหตุใช้ผลในการพจารณาตัดสินใจตรงนี้ให้ดีที่สุด เพราะสุดท้ายท่านต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมือง ทางแพ่ง ทางอาญา ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีใครมาร่วมรับผิดชอบ ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้ขู่ แต่พูดด้วยความจริงใจ ท่านอาจจะมีคนเสนอแนะเยอะ เอาเลยสู้ได้ ทำอย่างนี้มันหยามกัน ใครจะกล้ามาฟ้องนายกฯหญิง แต่คนพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบด้วย และอาจจะรอส้มหล่นจากการอุทธรณ์ของนายกฯ สุดท้ายนายกฯต้องรับผิดชอบหมด"
ถวิล ยังกล่าวถึงกรณีที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.คนปัจจุบัน บอกว่าเขาก็เคยโดนนายถวิลย้ายเหมือนกัน แต่ไม่ได้โวยวาย
"เรื่องนี้พูดเฉพาะ “ภราดร” ขาไปไม่ได้ ต้องพูดถึงขามาด้วย พล.ท.ภราดร นั้นเป็นทหารกระทั่งยศพลโท ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิกองบัญชาการทหารสูงสุด และโฆษกกระทรวงกลาโหม และถูกโอนย้ายมาเป็นรองเลขาธิการ สมช.ในปี 2551 ช่วงนายกฯสมัคร สุนทรเวช การเปลี่ยนจากข้าราชการทหารมาเป็นข้าราชการพลเรือนซึ่งขั้นตอนไม่ใช่ง่ายๆ และที่มานั้นก็ไม่ใช่ว่าสมช.ไม่มีคนที่จะขึ้นมา นายสมเกียรติ บุญชู ที่ทำงานด้านความมั่นคงมาเป็น 30 ปีพร้อมจะขึ้นเป็นรองฯ นี่คือขามา ซึ่งมาด้วยทางการเมือง เรื่องแบบนี้คนไม่มีพลังภายใน ไม่มีอิทธิพลถึงระดับนายกฯมันทำไม่ได้"
"เมื่อผมขึ้นมาเป็นเลขา สมช. ผมก็ต้องคืนความเป็นธรรม ฉะนั้นการที่พล.ท.ภราดร ถูกย้ายออก และให้คุณสมเกียรติ ขึ้นมาเป็นรองเลขาสมช. นั้นคือการกลับคืนสู่ระบบคุณธรรม โดยก่อนหน้านั้นเป็นการทำลายระบบคุณธรรม เมื่อไรที่มีการล่าอาณานิคมในข้าราชการ(เอาคนนอกเข้าไปเป็นหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ) เราก็จะใช้ศักยภาพคนได้ไม่เต็มที่ และทำลายขวัญข้าราชการไปตลอดทาง การที่ พล.ท.ภราดร บอกว่าแม้ถูกย้ายก็ไม่ปริปากบ่น อาจจะกลัวโดนสวน เพราะจะต้องมีการตรวจสอบที่มาที่ไป"
ทั้งนี้ ถวิล มองว่าเป็นไปได้ว่าฝ่ายการเมืองอาจจะคิดตั้งแต่ตอนย้าย พล.ท.ภราดร มาในปี 2551 ว่า ต้องการวางให้ พล.ท.ภราดร มาเป็นเลขาธิการ สมช.
ถวิล ยังกล่าวตำหนิถึง พล.ต.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกย้ายมาเป็นเลขาธิการ สมช.แทนเขาด้วยว่า "เขาทำหลายอย่างที่ไม่ถูก ตั้งแต่ตอนแรกที่เคยบอกว่า “พี่หวินผมจะไม่ไปไหน จะสู้ที่นี่” ซึ่งเขาอยู่ตรงนั้นเขาสู้ได้ดีกว่าผมอีก พอมานั่งเลขา สมช.ได้ 8 เดือน ก็ย้ายนายสมเกียรติมาช่วยผมตบยุง(ย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกฯ) ก็น่าเกลียดพออยู่แล้ว แต่ที่ยิ่งกว่าคือการที่เอาคนข้างนอกเข้าไป เพื่อจะให้ขึ้นมาเป็นเลขาสมช. ซึ่งข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้ ซึ่งพล.ต.อ.วิเชียร ทำเพื่อให้ตัวเองรอด แล้วปีต่อมาก็ไปเบียดตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมอีก คนอื่นในกระทรวงที่เขาพร้อมขึ้นมาไม่มีคุณสมบัติเลยเหรอ พล.ต.อ.วิเชียร ก็ไม่ใช่คนเลวร้าย แต่เป็นอย่างนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นคนดีไม่ได้"
อีกคนที่ถวิล พูดถึง คือ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ "ตอนเปลี่ยนรัฐบาลก็คิดอยู่เหมือนกันว่าผมอยู่ในข่ายที่อาจจะโดนย้าย แต่คิดว่าตำแหน่งของท่านธาริตน่าจะอันตรายกว่าเยอะ น่าจะเป็นอันดับแรก จริงๆท่านธาริตตอนนั้นต้องถือว่ายิ่งกว่าอันดับแรกอีก แต่สุดท้ายผมคิดผิด จากนั้นก็เลิกแทงหวยเลย" เขากล่าวพลางหัวเราะ
อย่างไรก็ตาม ถวิล บอกว่าด้วยความที่เขาไม่มีงานอะไรต้องทำ ทำให้เขามีเวลาดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะมีเวลาไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสตอนเช้า น้ำหนักลดไป 7- 8 ก.ก. สุขภาพดีขึ้น จากเดิมที่ต้องตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืดเพื่อคอยดูข่าวว่าจะมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบ
"แต่สุขภาพที่ดีขึ้นที่ผมได้มานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ตั้งใจ และผมคิดว่าบ้านเมืองเสียประโยชน์มากกว่า ถ้าผมสุขภาพทรุดโทรมแล้วทำงานแบบเดิม น่าจะคุ้มเงินเดือนกว่า" ถวิลกล่าวทิ้งท้าย


