"อภิสิทธิ์ อัดรัฐบาลไม่จริงใจแก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพประชาชน ชี้โครงการรับจำนำข้าวล้มเหลว ชาวนาได้ประโยชน์ไม่ถึงครึ่ง
นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้านอภิปรายภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ในการอภิปรายในการประชุมสภาสมัยวิสามัญวานนี้ (29 พ.ค.) โดยมีสาระสำคัญดังนี้
การที่รัฐบาลใช้เวลาในการพิจารณารายจ่ายงบประมาณตามวิธีการทางรัฐสภาถือว่าเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติที่ถูกต้อง เนื่องจากงบประมาณต่างๆของแต่ละหน่วยงานมีรายละเอียดมาก โดยการอภิปรายในครั้งนี้มีเวลา 3 วันและหลังจากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญแปรญัตติอีก 63 คน เพื่อพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งคำถามว่าเหตุใด การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เอลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ ที่มีวงเงินใกล้เคียงกับเงินงบประมาณแผ่นดินในปี 2557 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท กลับใช้เอกสารแค่เล่มเดียวและมีการเร่งรัดขั้นตอนในการพิจาณา ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามในบรรทัดฐานการทำงานของรัฐบาลด้วย
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านยังยืนยันว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้านเพื่อมาดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องกู้ปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท ต่อปีรัฐบาลสามารถบรรจุใน พ.ร.บ.งบประมาณ โดยมีข้อกำหนดว่ารัฐบาลมีเพดานในการกู้เงินเพื่อลงทุนสูงถึง5.47 แสนล้านบาท่อปี แต่รัฐบาลไม่ใช้ช่องทางดังกล่าวแต่กลับกู้เงินนอกงบประมาณจนมีภาระเป็นดอกเบี้ยที่ประชาชนต้องชำระไปนานถึง 50 ปี โดยในการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณครั้งนี้ หากพบว่ามีโครงการใดที่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่เคยอนุมัติไปแล้ รวมทั้งเป็นโครงการที่เห็นได้ว่าเป็นโครงการเดิมที่ล้มเหลว รวมทั้งเป็นโครงการที่ดูแล้วว่าจะเอื้อให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างมิชอบฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบคัดค้าน
สำหรับโครงการที่ไม่มีประสิทธิภาพและมีผลการดำเนินงานที่ล้มเหลวชัดเจนคือโครงการรับจำนำข้าว ที่มีผลขาดทุนจากการปิดบัญชีแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งผมกล้าพูดเรื่องนี้เพราะไม่ใช่ข้าราชการประจำ เพราะข้าราชการที่พูดเรื่องนี้ก็โดนโยกย้ายไปแล้ว ทั้งนี้ผลการขาดทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ถ้าตกไปอยู่กับเกษตรกร ชาวนาก็ไม่เป็นไร แต่การขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวเม็ดเงินลงไปอยู่ที่ชาวนาแค่ครึ่งเดียวที่เหลือเป็นคนที่เข้ามาหาประโยชน์ และร่ำรวยจากโครงการ แล้วในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลก็ยังตั้งงบประมาณในการจำนำสินค้าเกษตรอีกกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งก็ต้องคำถามว่าเราจะยอมให้มีการใช้เงินมากมายและไม่ได้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์มากมายอย่างนี้ทุกปีได้อย่างไร
เขากล่าวด้วยว่า ในเรื่องที่รัฐบาลประกาศว่าจะใช้งบประมาณ 2557 เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ก็ไม่ใช่เรื่องจริงในทางปฏิบัติ เนื่องจากในส่วนของการปรับลดงบประมาณขาดดุลลง 5 หมื่นล้านบาท จาก เดิมขาดดุล 3 แสนล้านบาท นั้นรายได้ที่กระทรวงการคลังจะจัดเก็บเพิ่มมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ลดลง มาจาก 2 ส่วนคือ 1.การกลับมาเก็บภาษีน้ำมันสรรพสามิตรดีเซล จากที่ปัจจุบันยกเว้นการจัดเก็บ โดยรัฐบาลมีแผนจะเริ่มจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซลอีกครั้งที่อัตราลิตรละ 1.50 บาทต่อลิตรตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 เป็นต้นไป คิดเป็นเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บปีละ 3 หมื่นล้านต่อปี และ 2.การที่รัฐบาลจะลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) โดยประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่มที่ราคาประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นรายได้ที่รัฐจัดเก็บเพิ่มอีกปีละ 3 หมื่นล้านบาทเช่นกัน
"การเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซล จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่าลิตรละ 30 บาท ทำให้ราคาค่ารถสาธารณะ และค่าขนส่งสูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีก็จะทำให้สินค้าอาหารแพงขึ้น ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นเหมือนของขวัญจากรัฐบาลที่กระชากค่าครองชีพขึ้นไป ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการปรับลดกาขาดดุลงบประมาณ"นายอภิสิทธิ์กล่าว





