แก้ที่มาส.ว.'ปิดจ็อบ'กลุ่ม 40 ส.ว.

แก้ที่มาส.ว.'ปิดจ็อบ'กลุ่ม 40 ส.ว.

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งหมด ...ปรากฏการณ์"กลุ่ม 40 สว." อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ สว.ให้มาจากการเลือกตั้งได้ทั้งหมด และไม่ห้าม "ลูกเมีย" สส.ลงสมัคร สว. ทำให้มีการมองว่าต่อไปวุฒิสภาคงจะมีสภาพเป็น "สภาผัวเมีย" เหมือนที่เคยเกิดหลังใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่วุฒิสภาได้อย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งต่อไปปรากฏการณ์อย่าง "กลุ่ม 40 สว." อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก

กลุ่ม 40 ส.ว.ถูกมองว่า เป็นกลุ่มค้านทักษิณชนิดหัวชนฝา จนฝ่ายทักษิณเองมองว่า สว.กลุ่มนี้เป็น "ปรปักษ์" เพราะไม่ว่ากฏหมายหรืออะไรที่เสนอโดยรัฐบาลฝั่งทักษิณ ส.ว. กลุ่มนี้จะออกโรงค้านตลอด ผลงานเด่นของกลุ่มนี้ เช่น การยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีจัดรายการชิมไปบ่นไปของนายสมัคร สุนทรเวช โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งตอนนั้นเป็นสมาชิกกลุ่ม 40 สว.จนทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, การไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และเรียกร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลาออกหรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงในวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้าอาคารรัฐสภา

รสนา โตสิตระกูล หนึ่งใน กลุ่ม 40 ส.ว. เล่าว่า จุดเริ่มต้น ของกลุ่ม 40 ส.ว. เริ่มจากการพูดคุยในกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 จึงมีการเรียกประชุมกัน ซึ่งในวันนั้น มีส.ว.เข้าร่วมประชุม 40 คน สื่อมวลชนจึงนำไปตั้งชื่อ เป็น กลุ่ม 40 ส.ว. หลังจากนั้น เวลามีคนในกลุ่มนี้มีการประชุม หรือออกแถลงการณ์ในเรื่องใด ก็จะ เรียกว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ห้อยท้ายอยู่ตลอด แม้กระทั่งทุกวันนี้มีคนใดคนหนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. ออกมาเสนอความเห็นหรือประเด็นใดแม้ในนามส่วนตัว แต่สื่อก็นำเสนอในนาม 40 ส.ว.

รสนา กล่าวต่อว่า หลังรวมกลุ่มกันมาตั้งแต่ปี 2551 ก็มีการนัดทานข้าวกันทุกเดือน โดยจะใช้รูปแบบนัดทานข้าววันเกิดของสมาชิกในกลุ่มเป็นรายเดือน และมีการพูดคุยในประเด็นต่างๆที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในช่วงนั้นๆ โดย นายไพบูล นิติตะวัน จะเป็นคนคอยประสานนัดเพื่อนๆ ว่า จะนัดกันวันใด เว้นแต่ว่าจะมีประเด็นที่ฮ็อตก่อนที่จะมีการนัดคุยแต่ละเดือนก็มีการประชุมเฉพาะกิจขึ้นมา

รสนา มองว่า ในอนาคต หาก ส.ว.ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้งจริงๆ และไม่มีกลุ่ม 40 ส.ว. แต่เชื่อว่าจะมี ส.ว.ส่วนหนึ่งที่จะทำหน้าที่ถ่วงดุลในสภาได้ เพราะอย่างน้อยก็จะมีคนกลุ่มหนึ่งจะคอยทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อให้เกิดความถูกต้องในสภาแม้ว่าในที่สุดเมื่อมีการโหวตในสภาแล้ว จะแพ้อยู่ดี เพราะเป็นเสียงข้างน้อยก็ตาม

เรื่องการเสนอแก้ไขที่มา ของส.ว. ให้มาจากการเลือกตั้ง และให้ พ่อแม่ พี่น้อง ส.ส. มาลงสมัครได้นั้น รสนา มองว่า ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี 2 สภา เพราะหากที่มาของ ส.ว. มาจากฐานเสียงเดียวกับ ส.ส. ก็จะไม่สามารถถ่วงสมดุลได้ ถือเป็นการออกแบบโครงสร้าการเข้าสู่อำนาจแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งจะส่งผลให้การตรวจสอบถ่วงดุลเสียไปทันที

"ส.ว.ควรมาจากหลากหลายวิชาชีพ ที่ผ่านมา เรื่องที่มาของส.ว. ที่มีคนบอกว่าเป็น ส.ว. ลากตั้ง เพราะมีแค่กรรมการ 7 คนเลือกเข้ามา จึงอยากเสนอให้แต่ละสาขาอาชีพเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติที่จะเป็น ส.ว.เข้ามาก่อนให้ได้ 2 เท่า ของผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. จากนั้นก็ค่อยให้ประชาชนเป็นคนเลือก เพื่อที่จะลบข้อครหาว่า ส.ว. ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน"

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงปี 2543 - 2549 กล่าวว่า ในสมัยที่ตนเป็น ส.ว. ขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย พยายามจะแทรกแซง วุฒิสภา ทำให้พวกตนกลายเป็นเสียงข้างน้อยในขณะนั้นและในครั้งนี้หากมีการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่อง ที่มาของส.ว. ตนคิดว่า ไม่ว่าจะแก้อย่างไร หาก ส.ว.มีจิตสำนึก มีความรับผิดชอบในหน้าที่ตามอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่เกิดปัญหา

นพ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การเสนอให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดนั้น โดยหลักการตนเห็นด้วย แต่การเลือกตั้ง ส.ว. ทำให้ มีฐานเสียงเดียวกับ ส.ส. จึงควรต้องมีมาตรการติดตามและตรวจสอบการทำงานของส.ว.ให้มากขึ้น โดยการเปิดช่องให้ประชาชนสามารถร้องเรียน ถอดถอนส.ว.ได้

ต้องจับตาดูว่า หากมี ส.ว. ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน หรือจะมีสภาพเป็นเพียง "สภาผัวเมีย" เท่านั้น