บึ้มรร.'สุไหงโก-ลก' เอกชนครวญศก.ซ้ำหนัก

บึ้มรร.'สุไหงโก-ลก' เอกชนครวญศก.ซ้ำหนัก

จากเหตุการณ์ระเบิดในถังเก็บขยะชั้น 3 ของห้องพักภายในโรงแรมเอเชีย สร้างผลกระทบเศณษฐกิจ การท่องเที่ยวแย่

เหตุการณ์ระเบิดในถังเก็บขยะชั้น 3 ของห้องพักภายในโรงแรมเอเชีย ตั้งอยู่ถนนเจริญเขต เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา จนสร้างความเสียหายให้กับโรงแรมและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่งนั้น ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่จ.นราธิวาส โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ให้แย่ลงไปอีก จากเดิมที่โรงแรม กิจการห้องพัก หลายแห่งซึ่ง ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ต้องต้องปิดกิจการไปแล้ว

นายแสงทอง ปรีชาวุฒิเดช ประธานชมรมโรงแรมสุไหงโก-ลก และรองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส (ฝ่ายท่องเที่ยว) เปิดเผยว่า ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ หน่วยงานความมั่นคงได้ประกาศตรึงแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย บริเวณแม่น้ำสุไหงโก-ลก ซึ่งมีความยาวตลอดชายแดนกว่า 60 ก.ม. พร้อมมีคำสั่งให้ปิดด่านลอยที่บริเวณตะเข็บพรมแดนดังกล่าวทันที ทำให้ขณะนี้เหลือเพียงด่านตรวจคนเข้าเมืองขนาดใหญ่ ที่ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ เพียงแต่มีมาตรการตรวจสอบบุคคลผ่านเข้าออกระหว่างพรมแดนที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดนี้ส่งผลกระทบต่อโรงแรมขนาดเล็กในพื้นที่ทันที เพราะการปิดด่านลอยบริเวณตะเข็บชายแดนตลอดแนวแม่น้ำสุไหงโก-ลก ทำให้ลูกค้าหายไป เหลือเพียงโรงแรมขนาดใหญ่ที่ยังมีลูกค้าให้เห็นอยู่บ้าง แต่โดยรวมบรรยากาศก็ไม่คึกคักเหมือนปกติ

ประธานชมรมโรงแรมสุไหงโก-ลก กล่าวว่า สำหรับจุดเกิดเหตุครั้งนี้อยู่ใกล้กับจุดที่เกิดเหตุคาร์บอมครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2555 ซึ่งครั้งนั้นบริษัท โปรคอมพิวเตอร์ แอนด์ โอเอ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งอยู่บนถนนเจริญเขต ซอย 1 เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ได้รับความเสียหายอย่างหนักและได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมของเมืองทันที

กระทั่งเป็นเวลาเกือบ 1 ปีเต็มที่เศรษฐกิจภาพรวมในพื้นที่กำลังจะฟื้นตัว กลับมาเจอเหตุระเบิดที่โรงแรมเอเชีย แม้จะไม่ใช่ครั้งใหญ่ แต่ก็มีผลทางด้านจิตวิทยาความเชื่อมั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน

ประธานชมรมโรงแรมสุไหงโก-ลก กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีห้องพักในพื้นที่ 2,000 ห้อง จากเดิมมีห้องพักกว่า 3,000 ห้อง ซึ่งเป็นผลพวงจากเหตุระเบิดหลายครั้งที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการต้องปิดตัว หรือลดจำนวนขนาดธุรกิจ โดยโรงแรมในสุไหงโก-ลก ก่อนเกิดความรุนแรงเมื่อปี 2547 มีจำนวน 56 แห่ง แต่วันนี้เหลือเพียง 46 แห่งเท่านั้น และที่มีอยู่ก็ประกอบกิจการบนความยากลำบาก จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลให้หาทางยับยั้งความรุนแรงให้ได้ และช่วยรักษาผู้ประกอบการให้อยู่รอดทำธุรกิจในพื้นที่ต่อไปให้ได้

ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ ชุติชวกุล ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรม จ.นราธิวาส กล่าวว่า แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่หนักหน่วงและสร้างความสูญเสียในแง่ชีวิต และทรัพย์สินอย่างสาหัส เมื่อเทียบกับการลอบวางระเบิดที่เกิดขึ้นในเมืองสุไหงโก-ลก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทั้งคาร์บอมบ์ และจักรยานยนต์บอมบ์ก็ตาม แต่ย่อมมีผลต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนที่ทุกหน่วยงานในพื้นที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจตราบุคคล ยานพาหนะ เพราะจุดเกิดเหตุระเบิดที่โรงแรมเอเชีย ตั้งอยู่ริมถนนเจริญเขต ซึ่งอยู่ในเขต "เซฟตี้โซน" ของเมืองตามนโยบายคุมเข้มหัวเมืองสำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลเช่นกัน

ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ต้องระมัดระวังและต้องเพิ่มความข้นข้นในการป้องกันพื้นที่มากกว่าเดิมในช่วงเวลานี้ เพราะอาจจะมีการพยายามหาโอกาสสร้างความปั่นป่วนได้อีก หากมีช่องว่างในมาตรการรักษาความปลอดภัย

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งปรากฏในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนร้ายยังสามารถหาช่องว่างในการทำลายเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แห่งนี้ได้เสมอ เนื่องจาก อ.สุไหงโก-ลก ที่ผ่านมาพบว่ามีสถิติเกิดระเบิดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเหตุคาร์บอมบ์มีมากที่สุด เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นในช่วง 9 ปีที่ผ่านมานับแต่เกิดความไม่สงบในเดือนมกราคม 2547จนถึงปัจจุบัน

"เราพยายามปิดช่อง คนร้ายก็ยังหาโอกาสและมองหาช่องว่างเพื่อก่อเหตุ ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดจึ้นครั้งนี้เป็นสัญญาณที่เตือนให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง ต้องเพิ่มความเข้มข้นจากเดิมให้มากขึ้นเพื่อสกัดกั้นการก่อเหตุอย่างต่อเนื่องของผู้ไม่ประสงค์ดีในช่วงนี้"

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอยากให้รัฐคำนึงว่า ภาคเอกชนในพื้นที่สุไหงโก-ลก บอบช้ำจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา ดังนั้นเพื่อรักษาโอกาสทางเศรษฐกิจแห่งนี้ จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีกระบวนการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพรอบที่ 3 ที่จะมีขึ้นในเดือนมิ.ย.นี้