"เพื่อไทย" ปราศรัยใหญ่ระดมขุนพล ทำความเข้าใจ "กู้เงินสองล้านล้าน - แก้รธน. - ยุบโรงเรียน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยจัดปราศรัย "เพื่อไทย เพื่ออนาคตประเทศไทย" ครั้งที่ 3 โดยช่วงแรกเป็นการปราศรัยชี้แจงประเด็นการออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทสำหรับโครงการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานประเทศ โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ได้ปราศรัยชี้ให้เห็นว่าการกู้เงิน สองล้านล้านบาทมีความจำเป็น และเป็นการกู้มาทำ ไม่ได้กู้มาโกง หรือกู้มากอง โดยรัฐจะทยอยทำในระยะเวลา 7 ปี ในจำนวนดังกล่าวมีงบประมาณลงภาคอีสานถึง 4.5 แสนล้านบาท ทุกโครงการผ่าน จ.นครราชสีมา และจะมีความเจริญจะเท่ากับ กทม. ไม่ต้องกลัวการเป็นหนี้ หรือหมกเม็ด ไม่โปร่งใส ตามที่มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามสร้างความกลัวว่าบอกว่ารัฐบาลจะกู้มาโกง เพราะทุกโครงการมีขั้นตอนอย่างโปร่งใส ถ้าเปรียบเป็นร้านก๋วยเตี๋ยว ประชาชนเป็นเจ้าของร้าน รัฐบาลเป็นเพียงลูกจ้างหรือผู้รับใช้ ถ้าเราทำไม่ดีต่อไปประชาชนก็ไม่เลือก แต่ที่น่ากลัวคือพวกลูกจ้างที่เจ้าของร้านไม่ได้จ้าง เขาจะไม่ทำเพื่อพวกเราหรอก แต่เขาจะทำให้คนที่มีบุญคุณอยู่ ยืนยันว่าทุกโครงการมีหลักเกณฑ์ จึงขอพวกเราอย่ากลัว เพราะความกลัวทำให้เสื่อม ไม่มีทางที่เราจะคดโกง
จากนั้นเป็นการปราศรัยในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม โดยนายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ตอนหนึ่งว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเดินหน้าต่อไป แม้จะมีบางฝ่ายไปร้องศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่ทางสมาชิกรัฐสภาก็ยืนยันในความถูกต้องที่ได้ดำเนินการ และยืนยันไม่ไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องปรบมือให้ สันติสุขจะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เพราะการไม่ยุ่งกับรัฐธรรมนูญ แต่มี 4 สิ่งที่เราต้องยึดคือ 1.ต้อยึดกติกา แต่ต้องเป็นกติกาที่ชอบธรรม ตั้งแต่ที่มาจนถึงเนื้อหา ต้องเป็นประชาธิปไตย หากเป็นกติกาเฮงซวยไม่ต้องยึด แต่ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย 2.ต้องทำตามกติกาโดยยึดหลักนิติธรรม 3.ต้องยึดหลักเมตตาธรรม กฎหมายปรองดอง มีหลักการที่ต้องการให้ประชาชนคนทุกสีเสื้อได้ออกจากคุก นอกจากนี้ยังต้องคืนความชอบธรรมให้กับคนที่โดนรังแก ทั้งการดำเนินคดี การยึดทรัพย์ ตรงนี้จะต้องคืนความชอบธรรมให้เขา และ 4.จะต้องมีหัวใจและท่าที ที่แสดงถึงความเป็นมิตร ความปราถนาดี ตรงนี้ถึงจะสร้างชาติของเราได้
“เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนสิงหาคมนี้ การแก้ไขรธน.จะเดินหน้าต่อไป ต้องขอบคุณท่านทักษิณ ที่ทุกคนพยายามจะเดินเรื่องนิรโทษกรรม แต่ท่านเองบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านยังอยู่ต่างประเทศได้ขอให้เอาประชาชนทุกสีเสื้อออกมาก่อน ผมอยากบอกพี่น้องว่าพวกเราต้องใจเย็นๆในการต่อสู้ เราต้องให้อภัยแล้วจะชนะ และจะนำท่านกลับบ้านได้ ส่วนที่มีคนบอกว่าทำไม ส.ส.ไม่ยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรู้กันอยู่ว่า ป.ป.ช.เป็นคนของใคร ถ้าเรายื่นถอดถอนตอนนี้ แล้วเขาบอกว่าไม่มีมีมูล เราก็ทำอะไรต่อไม่ได้ ดังนั้นต้องใจเย็นๆ” นายโภคิน กล่าว
ต่อมานายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการได้ขึ้นเวทีปราศรัยระบุว่า คณะปฏิวัติรัฐประหาร19ก.ย.2549 ได้ร่างกฏหมายออกมามาตราหนึ่งคือมาตรา 309 ที่ให้การกระทำของคณะปฏิวัติถูกต้องตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด อยู่เหนือพระราชบัญญัติ และกฏหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ใครก็ค้านไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอมที่จะให้มีการแก้ไขมาตรานี้ พอจะให้มีกระบวนการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.)เหมือนครั้งก่อนๆกลับมีกระบบวนการออกมาขัดขวาง นอกจากนี้ยังมีการตีความที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า อำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปตยคืออำนาจของประชาชน ส.ส.และส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งถือเป็นตัวแทนของประชาชน เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ50 ก็เป็นหน้าที่ของส.ส.และส.ว.แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับมาก้าวล่วงและให้ไปทำประชามติก่อนหากจะแก้ทั้งฉบับทั้งๆที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พอกลับมาแก้เป็นรายมาตราตอนแรกก็บอกเองว่าแก้ได้ พอมีคนมายื่นก็กับรีบร้อนรับเรื่อง รัฐธรรมนูญปี50เป็นรัฐธรรมนูญฉบับทายาท
อสูร อำนาจอธิปไตยถูกผูกขาดด้วยคนแค่ไม่กี่คน แต่ตนเชื่อว่าจะไม่สามารถทัดทานอำนาจของประชาชนได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้นายพงศ์เทพยังได้ชี้แจงกรณีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กว่าเพื่อเป็นการทำให้โรงเรียนมีมาตรฐานและคุณภาพ





