กุนซือเพื่อไทยเคลียร์ปม'ลุย 6 ประเด็นร้อน'

กุนซือเพื่อไทยเคลียร์ปม'ลุย 6 ประเด็นร้อน'

"ยามนี้แม้จะเลือกทางเลือกอื่นแต่ก็ยังโดนขวางทางและพรรคโดนบีบเหมือนเกือบตกหน้าผาแล้ว หากไม่ทำอะไรเลยตอนนี้ ก็ตกหน้าผา"

กระแสสังคมคงสงสัยว่า เหตุใดในยามนี้พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลรวมทั้งนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถึงเดินหน้าเต็มสูบ ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ การเดินสายชี้แจงร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ2557 และการขับเคลื่อน พ.ร.ก.เงินกู้ 3 แสนล้านบาทเศษเพื่อจัดการน้ำแล้ง-น้ำท่วม รวมทั้งสถานการณ์ค่าเงินบาทและเศรษฐกิจโลกที่น่าติดตามยิ่ง

ประเด็นที่ว่านี้ หากมองในมุมการเมือง ก็คาดว่ารัฐบาลน่าจะเลือกเคลื่อนไหว ในจุดที่มีผลกระทบน้อยที่สุด เรื่องใดที่ยังไม่จำเป็น อาจจะชะลอไปก่อน หรือไม่ก็ยุติไว้ก่อนหากเห็นท่าไม่ดี แต่การใส่เกียร์เดินหน้าเต็มสูบของรัฐนาวาชุดนี้ท่ามกล่างแรงเสียดทานสูงอย่างนี้ ก็น่าคิดลึกๆ ว่า เพราะเหตุผลใด ถึงได้ยอมเสี่ยงกับหลายเรื่องร้อนพร้อมๆ กัน

ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะฝ่ายกุนซือของพรรค อธิบายความว่า พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลหาเสียงและรับปากชาวบ้านไว้ในเรื่องราวข้างต้น อายุรัฐบาลนี้เกือบ 2 ปีแล้ว หลายคนบ่นว่าดำเนินการล่าช้าไปมากและเวลาเหลืออีก 2 ปีเศษที่เหลือนั้นก็ต้องดำเนินการทันทีทั้งหมด

"ทุกเรื่องคือความจำเป็นทั้งนั้น น้ำแล้ง-น้ำท่วมก็ต้องทำแล้ว ระบบรางทั่วประเทศหากปล่อยไว้ไทยก็จะล้าหลังชาติอื่นๆ เพราะไทยจะเป็นศูนย์กลาง ระบบรางนี้เชื่อมทุกประเทศแถวนี้และมันจะเชื่อมเอเชียกับยุโรปเข้าด้วยกันและกว่าจะสำเร็จทั้งระบบก็ใช้เวลาหลายปี"

ส่วนร่างกฎหมายร้อนๆ ที่เกี่ยวกับการเมืองไทย เช่น ร่างกฎหมายปรองดอง นิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเมื่อใดที่พรรคเพื่อไทยแตะต้องเรื่องนี้ต้องมีเหตุที่ทำให้เป็นเชื้อปะทุขึ้นมานั้น กุนซือพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า

"ที่ผ่านมา สิ่งใดที่มีแรงปะทะเหมือนวิ่งชนกำแพง พรรคก็ชะลอเอาไว้แล้ว และเลือกทางเลือกอื่นมาทำแทน แต่ยามนี้แม้จะเลือกทางเลือกอื่นในการดำเนินการแต่ก็ยังโดนขวางทางและพรรคโดนบีบเหมือนเกือบตกหน้าผาแล้ว หากไม่ทำอะไรเลย ตอนนี้ก็ตกหน้าผา"

ภูมิธรรม ขยายความต่อว่า เช่นพรรคหาเสียงไว้ว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ ก็โดนยื่นคำร้องและศาลรัฐธรรมนูญก็ยังระบุด้วยว่า ควรแก้ไขรายมาตราแทน เมื่อพรรคจะแก้แบบรายมาตรา ก็โดนกลุ่มเดิมร้องเรียนอีก และศาลรับไว้พิจารณาด้วยมติ 3 ต่อ 2 พรรคก็ไม่รู้ว่าจะทำเช่นใดอีก เพราะทำตามศาลแล้วก็โดนแบบนี้ จึงมีมติไม่ยอมรับการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญและแจ้งต่อสังคมให้รับทราบ ตอนนี้ศาลรัฐธรรมนูญแทรกแซงการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว

บางคนบอกว่า การทำงานขององค์กรอิสระวันนี้สับสนในบทบาทของตัวเอง ท่ามกลางความไม่ชัดเจนของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐาน "เป็นประชาธิปไตยและยืนอยู่บนหลักการที่ชัดเจน" โดยบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์กรเหล่านี้ ต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ไม่กำกวมแบบปัจจุบัน

ส่วนร่างกฎหมายปรองดองและนิรโทษกรรมนั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า "ตอนนี้พรรคเดินสายทำความเข้าใจกับประชาชนในจังหวัดต่างๆ แล้ว ความขัดแย้งในบ้านเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมาจนวันนี้มันควรจะยุติกันแล้วหรือไม่ ผมตั้งคำถามเท่านี้ คำตอบอยู่ที่สังคมทั้งหมดว่าจะเลือกเอาแบบไหน"

ยามนี้ไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะขยับอะไรก็จะมีคำถามตามมาเสมอๆ ว่าดำเนินการด้วยความโปร่งใสหรือไม่ทุกครั้งไป และแทบทุกครั้งขั้วตรงข้ามจะหยิบขึ้นมาแม้แต่คำพูดของผู้นำประเทศคนปัจจุบันที่เกี่ยวกับสถานการณ์ประชาธิปไตยของประเทศ ยังกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา กรณีนี้ กุนซือพรรคเพื่อไทย บอกว่า "เรื่องปกติ นายกฯพูดแบบนี้กับคนในพรรคมานานแล้ว นายกฯพูดตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและพูดตามความรู้สึกกับสิ่งเหล่านั้น เพียงแต่นายกฯไม่เคยพูดกับสังคมวงนอกเท่านั้น และเมื่อไปพูดที่มองโกเลียก็เลยเป็นแบบนี้ ถามว่าวันนี้โลกทั้งโลกไม่รู้เลยหรือว่า ข่าวสารเมืองไทยเป็นเช่นใดบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่คนในประเทศกลับทำตัวเสมือนไม่รู้ความเคลื่อนไหวของโลกและเรื่องในบ้านของตัวเองเลย”

ส่วนการประเมินคู่แข่งทางการเมืองโดยตรง เช่น พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เคยเป็นตัวจุดชนวนล้มรัฐบาลไทยรักไทยเมื่อปี 2549 นั้น ภูมิธรรม กล่าวเพียงว่า "ไม่อยากวิจารณ์ แต่พูดสั้นๆว่า พรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันที่กำลังสับสนแบบวันต่อวันในจุดยืนของตัวเองในระบอบประชาธิปไตย ผมมองว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้แต่ทฤษฎีโดยไม่มองความจริงและไม่เคยสัมผัสสังคมไทยเลย ส่วนพันธมิตรฯนั้นสรรพกำลังที่เคยมีนั้น ในวันนี้กำลังถอยลงไปเรื่อยๆ"

ภูมิธรรม ทิ้งท้ายว่า "รัฐบาลนี้ไม่ได้มองใครเป็นขั้วตรงข้ามและมีความขัดแย้งด้วย แต่ถามว่าคนที่มองพรรคเพื่อไทยเป็นคู่ขัดแย้งเสมอนั้น ทำไมไม่มองมุมอื่นบ้างและลองปรับมาคุยกัน โดยผมพร้อมคุยกับทุกฝ่ายเสมอ เพราะการเมืองในวันนี้แบ่งฝ่ายชัดแล้ว คนในสังคมเลือกเชื่อฝ่ายหนึ่งและไม่เชื่อฝ่ายหนึ่งไปแล้ว ผมไม่เคยมองใครเป็นคู่ขัดแย้งและพร้อมคุยกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกร่วมกัน แต่ฝ่ายที่มองพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างอื่นนั้น ต้องไปถามฝ่ายนั้นว่าหากเป็นแบบนี้จะค้านทุกเรื่องโดยไม่คุยกันเพื่อประเทศเลยหรือ”