"กบอ."แถลงแจงยิบ ข้อวิจารณ์ทีโออาร์3.5แสนล้าน ยัน"ไจก้า"ไม่เคยติดต่อมา แฉบริษัทญี่ปุ่นถอนตัวเพราะเสนอราคาแพงเกิน
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกบอ. นำคณะกรรมการกบอ.ได้แก่ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายอัชพร จารุินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และนายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รักษาการเลขาธิการสำนักนโยบายบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ(สบอช.) ชี้แจงภายหลังจากถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องถึงการดำเนินโครงการป้องกันน้ำท่วมด้วยเงินกู้ 3.5แสนล้านบาท โดยเฉพาะกรณีที่นายอุเทน ชาติภิญโญ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินไม่ให้มีการยื่นซองประมูลในวันที่ 3 พ.ค. นี้
นายปลอดประสพ กล่าวว่าย้อนถึงขั้นตอนความจำเป็นในการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท และขั้นตอนกว่าจะมาถึงก่อนยื่นซองประมูลโดยยืนยันเอกชนมีความเข้าใจในทีโออาร์อย่างดี และไม่เคยมีคำตอบใดที่ไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ยกเว้นนายอุเทนที่ไม่เคยอ่าน เพราะไม่เกี่ยวข้องหรืออ่านไม่รู้เรื่อง และคิดแต่จะหาเรื่อง ทีโออาร์ทำด้วยความละเอียดรอบคอบในทางเทคนิค ทำถูกต้องตามกฎหมาย มีการตอบกลับไปกลับมาจนเป็นที่พอใจ และถูกพัฒนาถึงสามขั้นตอน
ส่วนทีมีการเอ่ยชื่อพาดพิงโดยอ้างว่ากลุ่มบริษัทญี่ปุ่นถอนตัวและกล่าวหาว่ามีการล็อค นายปลอดประสพ กล่าวยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เขาก็พูดในเชิงธุรกิจว่าเขาไม่ร่วมแข่งขันด้วยก็ถือว่าจบในเชิงธุรกิจ ไม่เห็นมีอะไร ดังนั้นไม่มีการกล่าวหากบอ.จากกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นที่ถอนตัว
สำหรับที่มีการตั้งคำถามว่าทำไม กบอ.ไม่ใช้คำแนะนำขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) เพื่อทุ่นค่าใช้จ่าย รองนายกฯ ชี้แจงโดยยกโครงการและเปิดเผยวงเงินที่กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นเสนอเข้ามาให้รัฐบาลพิจารณา10โครงการ แต่ได้รับอนุมัติ 6 โครงการ ส่วนโครงการที่ไม่ผ่านล้วนแล้ววงเงินสูงกว่าทีโออาร์ที่ตั้งไว้ ซึ่งตนขอโทษที่ต้องนำข้อมูลมาเปิดเผยเพราะท่านถอนตัวไปแล้ว ดังนั้นตอนถูกกล่าวหาแล้วถ้าไม่พูดก็เหมือนเป็นการยอมรับและถ้าตนไม่พูดตนก็จะเสีย อาทิ เรื่องเขื่อนเรามีงบให้ 5 หมื่นล้านบาท แต่เขาเสนอมา 1.19 แสนล้านบาท โดยใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี เรื่องผังเมืองหรือพื้นที่ปิดล้อมเรามีเงิน5หมื่นล้านบาท แต่เขาบอกว่าใช้เงินทั้งหมด แต่ไม่รวมเรื่องเสาเข็ม เรื่องแก้มลิงเรามีเงิน 6หมื่นล้านบาท แต่เขาเสนอเข้ามา 8.4 หมื่นล้านบาท เรื่องฟลัดเวย์ เรามีเงินให้ 1.2 แสนล้านบาท แต่ญี่ปุ่นเสนอ 3.93 แสนล้านบาท และขอเวลาสร้าง 20 ปี เรื่องคลังข้อมูลเรามีเงิน 3พันล้านบาท แต่ญี่ปุ่นเสนอ 5.7 พันล้านบาท เรื่องคลังข้อมูลทางอีสานเรามีเงิน 2 พันล้านบาท แต่เขาเสนอมา 4 พันล้านบาท
"ถ้าเราทำแบบที่ญี่ปุ่นเสนอ รวมความแล้วจะแพงกว่าเกือบ4แสนล้านบาท เรามีงบ3.5แสนล้านบาท แต่เขาเสนอมา 7แสนล้านบาท ไหนว่าถูกกว่า 70%ยังไงหละ และยืนยันว่าไจก้าที่โตเกียวไม่เคยติดต่อกับประเทศไทย ไจก้าในประเทศไทยก็ไม่เคยติดต่อเพราะเขารู้ว่าไม่เกี่ยวข้อง มีเพียงแต่บุคลากรของไจก้าคนเดียวที่มีความเห็นส่วนตัวและเป็นข่าวออกมา ดังนั้นไจก้าจึงไม่ใช่ไจก้าที่เป็นองค์กร "นายปลอดประสพ กล่าว
ส่วนข้อกล่าวหาว่าให้เอกชนเวนคืนที่ดิน นายปลอดประสพ กล่าวว่า ที่ตนคิดว่านี่คือการปล้นความจริงกลางวันแสกๆเพราะเอกชนไม่สามารถเวนคืนที่ดินใครได้ แต่จะทำได้ด้วยการออกพระราชกฤษฎีกาเท่านั้น แต่ครั้งนี้ให้เอกชนชี้ว่าตรงไหนที่อยู่ในแผนงาน เส้นทางไหนมีใครอยู่บ้าง การเจรจาจะเป็นการทำร่วมกันระหว่างราชการกับบริษัท ถึงเวลาจ่ายรัฐบาลก็จ่ายเพราะเงินยังอยู่กับรัฐบาลคือกระทรวงการคลัง หรืออาจจะอยู่กับหน่วยงานต่างๆ โดยจ่ายตามระเบียบราชการที่มีอยู่
ขณะที่การศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และผลกระทบทางสุขภาพ(เอชไอเอ)นั้น ประธานกบอ. กล่าวต่อว่า ยังไม่ได้ทำในช่วงนี้ เพราะแต่ละโครงการจะระบุว่าโครงใดทำก็ต้องทำเมื่อออกแบบเสร็จและรู้พื้นที่ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงยังไม่ใช่เดี๋ยวนี้
นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า ที่มีการถามว่าพวกตนทำฟลัดเวย์ทำไม ทำไมไม่ใช่คลองเล็กๆในการระบายน้ำ นายปลอดประสพ กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีความรู้เลยสักนิด เพราะไม่มีที่ไหนในโลกใช้คลองเล็กๆในการระบายน้ำ ให้คลองนั้นไหลมาคลองนี้ เพราะน้ำท่วมคราวที่แล้วท่านก็เห็นว่ามีปัญหา จึงต้องทำฟลัดเวย์ที่เป็นคลองใหญ่ที่ระบายน้ำได้เร็วกว่าขีดความสามารถของแม่น้ำเจ้าพระยาจะทำได้ ที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกัน "100 years return"หรือแนวคิดที่ว่า "ไม่มีวันเสียใจอีกต่อไป"ดังนั้นฟลัดเวย์ไม่ได้สร้างมาให้ใช้ทุกปีเพราะไม่เช่นนั้นน้ำจะหมดประเทศเพราะไม่ได้ท่วมทุกปี
ด้านนายธงทอง จันทรางสุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่ากรณีที่นายอุเทนไปร้องศาลปกครองนั้น ตนได้ศึกษาใกล้ชิดและรอบคอบกับ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ ข้อเท็จคือ กรรมการที่กำหนดทีโออาร์ในชั้นสุดท้าย ได้ทำด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง โดยดูมุมมองทางด้านกฎหมาย มิติต่างๆ และมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ร่วมทำงานมาตั้งแต่ต้น อัยการสูงสุด ตนเองและทีมฝ่ายกฎหมาย ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานดังกล่าวเหล่านี้ช่วยกันดูทีโออาร์อย่างระมัดระวังอยู่แล้ว เรามั่นใจว่าเราทำตามกระบวนการตามกฎหมายที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลปกครองครั้งนี้เป็นสิทธิของผู้ยื่นคำฟ้อง แต่การจะยื่นคำร้องจะต้องมีหลักว่า จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำทางการปกครองของฝ่ายรัฐ แต่กรณีนี้ยังไม่มีคำสั่งทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ยังไม่ได้มีการตัดสินแพ้ชนะ นอกจากนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง คือ บริษัที่เข้าสู่การประกวดราคาก็ไม่ได้มีข้อทักท้วง หรือกังวลใจใดๆ
นายธงทอง กล่าวต่อว่า ดังนั้นหากศาลปกครองจะรับคำฟ้องเรื่องนี้ไว้ทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัด ก็พร้อมดำเนินการร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด ในการให้คำอธิบายหรือคำแก้ฟ้องต่อศาลปกครอง ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใจอะไรในด้านกฎหมาย เพราะทำทุกอย่างเรียบร้อยและรอบคอบแล้ว
ขณะที่นายอัชพร กล่าวว่า สิ่งที่กบอ.ทำตั้งแต่ต้นนั้น เป็นการเดินหน้าไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกอย่าง ไม่ว่าระเบียบว่าด้วยการบริหารจัดการน้ำ ระเบียบว่าด้วยการบริหารโครงการเงินกู้ และหลักเกณฑ์ด้านพัสดุในการดำเนินโครงการ ก็ดำเนินการตามเรื่องนี้มาตลอด ในสิ่งที่ร้องเรียนในปัจจุบันยังไม่พบว่า ผู้ร้องเรียนหรือผู้วิจารณ์กล่าวหาว่าได้มีการกระทำที่ผิดระเบียบตรงไหน มีแต่พูดเรื่องของการผันน้ำไปทางไหนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคเรื่องเหล่านั้น ไม่ใช่เรื่องคดีทางปกครองเพราะในคดีปกครอง จะต้องบอกว่าทางราชการทำผิดกฎหมายเรื่องใด และทำให้ตัวผู้ร้องเสียหายอย่างไร ซึ่งยังไม่พบ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของกบอ.จะดำเนินการต่อไป ตามระเบียบที่มีอยู่ โดยไม่หยุดชะงักตามที่มีการฟ้องร้องหรือการวิพากษ์วิจารณ์





