วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาตีกลับหนังสือกล่าวหาคำร้องแก้รธน.ม.68

สภาตีกลับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาคำร้องแก้รธน.ม.68 อ้างปิดสมัยประชุมไม่มีส.ส.-ส.ว. มารับ

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ในวันนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักเลขาธิการวุฒิสภา กรณีที่ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือลงวันที่ 11 เม.ย. แจ้งให้ส.ส.และ ส.ว. 312 ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องในคดี นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และมาตรา 237 ได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลับมายังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันได้รับหนังสือว่า ทางสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้แจ้งให้ส.ส.-ส.ว.ทั้ง 312 คน มารับหนังสือของศาลรัฐธรรมนูญ ที่หน้าห้องประชุมรัฐสภาในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ไม่มีส.ส.และส.ว.คนใดมารับหนังสือดังกล่าว

ประกอบกับขณะนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมทางสำนักงานเลขาธิการฯจึงไม่อาจนำส่งเอกสารของศาลรัฐธรรมนูญให้กับสมาชิกรัฐสภาได้ โดยได้ส่งหนังสือดังกล่าวกลับมาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการจัดส่งให้กับผู้ถูกร้องเอง ซึ่งทางสำนักงานกำลังทำบันทึกแจ้งต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป หรือจะนำเข้าหารือในการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า เหมือนผู้ถูกร้องพยายามจะไม่รับหนังสือแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อจะได้ไม่ต้องจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่ นายพิมล กล่าวว่า ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ. 2550 ข้อ 31 ระบุว่า การส่งคำร้อง ประกาศ หรือเอกสารอื่นใด ให้ส่งแก่คู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้อง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ปกติ หรือสถานที่ติดต่อแห่งใดแห่งหนึ่งตามที่คู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องได้แจ้งไว้ ในกรณีไม่อาจดำเนินการได้ให้ ศาลมีอำนาจสั่งให้นำเอกสารดังกล่าว ปิดไว้ ณ ที่ทำการศาล หรือสถานที่ที่คู่กรณีแจ้งไว้ หรือให้ประกาศโดยวิธีอื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร และการปิดหรือการประกาศดังกล่าว ให้ถือว่าได้มีการส่งเอกสารโดยชอบแล้ว นับแต่วันปิดหรือประกาศ

ขณะที่ข้อ 29 ก็ระบุว่า กรณีผู้ถูกร้องไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 นับ แต่วันรับสำเนาคำร้อง หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หรือไม่มารับสำเนาคำร้องภายในกำหนดเวลา ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และคณะตุลาการว่าจะพิจารณาดำเนินการตามข้อกำหนดข้อใด