วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปชช.หวั่นพระวิหาร กระทบสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ประชาชนหวั่น ประเด็นพระวิหาร กระทบสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา นำสู่สงครามระหว่างประเทศ หนุนเจรจาสันติวิธีเป็นแนวทางแก้ปัญหา

นายสุริยัน บุญแท้ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความกังวลของประชาชนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหาร: กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี ปทุมธานี ชลบุรี อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ หนองบัวลำภู สกลนคร ศรีษะเกษ ขอนแก่น ระนอง พัทลุง และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 2,232 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 19 เมษายน 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 ประเด็นสำคัญที่พบมีดังนี้

ท่ามกลางกรณีพิพาทประสาทพระวิหารในสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 47.6 รู้สึกกังวลต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาในอนาคต ขณะที่ร้อยละ 52.4 ไม่รู้สึกกังวล เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อการส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนจากกรณีพิพาทดังกล่าว พบว่าตัวอย่างเกือบ 2 ใน 3 หรือร้อยละ 61.1 คิดว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน ในขณะที่ ร้อยละ 38.9 คิดว่าส่งผลทางด้านความกังวลว่ากรณีพิพาทนี้จะนำไปสู่สงครามระหว่างไทย-กัมพูชา พบว่าตัวอย่างเกือบครึ่งหรือร้อยละ 47.4 กังวลมาก ถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 27.6 กังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย โดยมีร้อยละ 25.0 กังวลปานกลาง อย่างไรก็ดี พบว่าตัวอย่างสูงถึงร้อยละ 95.2 สนับสนุนให้ใช้การเจรจาโดยสันติวิธีเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยมีเพียงร้อยละ 4.8 สนับสนุนให้ใช้กำลังทหาร อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงความรู้สึกที่มีต่อชาวกัมพูชาในปัจจุบัน พบว่าตัวอย่างร้อยละ 24.3 ระบุรู้สึกดี ร้อยละ 42.0 ระบุรู้สึกเฉยๆ ในขณะที่ร้อยละ 33.7 ระบุรู้สึกแย่

นายสุริยัน ผช.ผอ. เอแบคโพลล์ กล่าวว่า แม้กรณีพิพาทประสาทพระวิหารจะเป็นเรื่องตึงเครียดของทั้งสองประเทศ แต่คนไทยเองก็ยังอยากรักษามิตรกับประเทศนี้ไว้ และหนุนแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา ทั้งนี้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายผู้ถูกศึกษา ยังพบว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาทิ การค้าชายแดน แรงงาน และการลงทุนในกัมพูชา นั้น แม้จะมีระดับความสำคัญไม่เทียบเท่ากับอธิปไตยเหนือดินแดน แต่ก็ถือว่ามีความสำคัญมากที่จะยอมสูญเสียไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่อยากให้เกิดเหตุบานปลายจนกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว และหวังว่ารัฐบาลของทั้งสองประเทศจะมีแนวทางออกในการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติร่วมกันต่อไป

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 49.0 เป็นชาย ร้อยละ 51.0 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.7 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 19.2 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 21.5 อายุระหว่าง 40-49 ปี และร้อยละ 33.9 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 77.0 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 17.0 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 6.0 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.8 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.6 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.7 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 8.1 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 4.0 ระบุว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ