"ทูตวีรชัย"จัดหนัก-โต้ข้อมูลกัมพูชา ต่อหน้าศาลโลก ยันไร้ข้อพิพาทคดี"ปราสาทพระวิหาร"
นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีฝ่ายไทย ได้ขึ้นแถลงด้วยวาจาต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เมื่อวานนี้ (17 เม.ย.) ในคำร้องของกัมพูชาที่ให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2505
นายวีรชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า คำฟ้องของกัมพูชาเป็นการใช้กระบวนการทางคดีในทางที่ผิดและไม่เคารพศาล เพราะคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ชัดเจน ตั้งแต่เดือน ก.ค.2505 ไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้วและกัมพูชาเองก็ยอมรับ แต่ครึ่งศตวรรษหลังจากนั้นกัมพูชากลับมาต่อหน้าศาลเพื่อท้าทายความหมายและขอบเขตของคำพิพากษา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนท่าทีอย่างสลับขั้ว และมีวัตถุประสงค์เพื่อขอในสิ่งที่ศาลได้ปฏิเสธไปแล้วในปี 2505 กล่าวคือคำพิพากษาเกี่ยวกับเส้นเขตแดนและสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1
ฉะนั้นคำขอของกัมพูชาจึงไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ภายใต้ข้อ 60 ของธรรมนูญศาลว่าด้วยกระบวนการตีความ เพราะองค์ประกอบของอำนาจศาลภายใต้ข้อนี้ไม่ครบ
เปลี่ยนท่าทีเพราะจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ทั้งนี้ ข้อพิพาทปัจจุบันเกิดจากการเรียกร้องดินแดนใหม่ของกัมพูชาเพื่อยื่นเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับคดีเดิมซึ่งเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือปราสาทที่ได้รับการปฏิบัติแล้วในทันทีภายหลังจากศาลมีคำพิพากษา โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 ได้กำหนดขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาท โดยมีการสร้างรั้วและป้ายกำกับเมื่อวันที่ 15 ก.ค.2505 ไทยได้คืนปราสาทให้กัมพูชาพร้อมถอนกำลังทหารออกจากบริเวณนั้น ซึ่งถือว่ากัมพูชาได้ในสิ่งที่ตนขอในคำขอเมื่อปี 2502 ได้แก่อธิปไตยเหนือปราสาท และการถอนกำลังทหารออกจากที่ดินผืนหนึ่งบนดินแดนกัมพูชาซึ่งเรียกว่าบริเวณสิ่งหักพังของปราสาท
กัมพูชาได้แสดงความพึงพอใจโดยคำกล่าวของหัวหน้าทางการทูตของกัมพูชาต่อหน้าที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติเมื่อ 27 ก.ย.2505 และประมุขของรัฐกัมพูชาที่เดินทางไปทำพิธีครอบครองปราสาทอย่างเป็นทางการในเดือน ม.ค.2506
"กัมพูชาไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้านในเรื่องนี้ กระทั่งได้เสนอแผนผังเพื่อการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารฝ่ายเดียวต่อคณะกรรมการมรดกโลก ในการประชุมสมัยที่ 31ซึ่งดินแดนที่กัมพูชาอ้างล้ำเข้ามาในดินแดนไทยประมาณ 4 ตารางกิโลเมตร การรุกล้ำหรือเหตุการณ์ในพื้นที่ต่างๆ กลายเป็นข้อเรียกร้องทางดินแดน เพราะต้องการเขตพื้นที่ที่จำเป็นต่อการขึ้นทะเบียนปราสาท ซึ่งไทยก็ประท้วงอย่างหนักเพื่อยืนยันในอธิปไตยต่อเนื่องของไทยในผืนดินแดนซึ่งกัมพูชาเรียกร้องใหม่นี้ ซึ่งไทยได้รับรู้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2550 ประเด็นเรื่องเขตแดนจึงเกินขอบเขตของคดีเดิม ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขในกรอบของบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ปี 2543 ซึ่งกัมพูชาปฏิเสธ และยืนยันในคำพิพากษาปี 2505 เท่านั้นเพื่อยัดเยียดเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวก 1 ตามที่ตนถ่ายทอดอย่างอำเภอใจในวันนี้ต่อไทย"
4.6 ตาราง กม.ไม่ใช่บริเวณใกล้เคียงปราสาท
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า พื้นที่พิพาทประมาณ 4 ตารางกิโลเมตรไม่ใช่ "บริเวณใกล้เคียงปราสาท" ตามนัยของวรรคปฏิบัติการที่ 2 ของคำพิพากษาเมื่อปี 2505 เพราะในคำร้องในคดีเดิม กัมพูชามิได้เรียกร้องพื้นที่ขนาดนี้ และเรื่องเขตแดนด้วย ดังนั้นศาลไม่สามารถตัดสินเกินคำร้องและให้ในสิ่งที่กัมพูชาไม่ได้ขอ และแม้ในคำขอเพิ่มเติมของกัมพูชาในขณะนั้นเกี่ยวกับเส้นเขตแดนและสถานะทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 ศาลก็ไม่ได้รับไว้พิจารณา รวมทั้งไม่มีการระบุถึงพื้นที่ 4 ตารางกิโลเมตรด้วย
"เป็นสิ่งที่อธิบายความลำบากของกัมพูชาที่จะพิสูจน์ความมีอยู่ของพื้นที่พิพาทดั้งเดิม โดยทำได้อย่างมากก็ปลอมแปลงเอกสารจดหมายเหตุและโต้แย้งด้วยเส้นจากภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยเมื่อปี 2504 ที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด"
"มติ ครม.ของไทยเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2505 กำหนดพื้นที่ที่สอดคล้องกับ 'บริเวณใกล้เคียงปราสาท' ตามความเข้าใจของคู่กรณีและศาล ซึ่งสะท้อนอยู่ในหน้า 15 ของคำพิพากษาและแผนที่ภาคผนวก 85 ดี ซึ่งเป็นแผนที่ฉบับเดียวที่ศาลจัดทำขึ้นในคดีเดิม เป็นดินแดนผืนหนึ่งซึ่งกัมพูชาเรียกร้องในคดีเดิม และเส้นมติ ครม.ยังสอดคล้องกับเส้นในแผนที่ภาคผนวก 66 ซีของคำตอบแก้ของกัมพูชา และเป็นเส้นเดียวที่กัมพูชาต่อสู้ในคดีเดิม ดังนั้นการเรียกร้องในปัจจุบันของกัมพูชาจึงเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงจากในอดีต และพยายามให้แผนที่ภาคผนวก 1 รวมเป็นส่วนหนึ่งของข้อบทปฏิบัติการของคำพิพากษา"
เอ็มโอยู 43 ชัดคำพิพากษาไม่เกี่ยวเขตแดน
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า กัมพูชาเหมือนปิดตัวเองในโลกคู่ขนาน โดยอ้างว่าพื้นที่ปราสาทพระวิหารไม่อยู่ภายใต้การบังคับใช้ของเอ็มโอยูปี 2543 ด้วยผลของคำพิพากษาปี 2505 ถือเป็นทฤษฎีที่คลุมเครือเกี่ยวกับการแยกจากกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างการกำหนดและการจัดทำเขตแดน กลายเป็นว่าแผนที่ภาคผนวก 1 เป็นที่มาเดียวของเส้นเขตแดนซึ่งถูกกำหนดไปแล้วในบริเวณนี้ ซึ่งคู่กรณีก็เพียงแค่จัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ตามลักษณะของเส้นเขตแดนบนแผนที่ โดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศจริงและหลักทางแผนที่
ในความเป็นจริงเอ็มโอยูปี 2543 ครอบคลุมเส้นเขตแดนร่วมตลอดทั้งแนว รวมทั้งบริเวณปราสาทด้วย และยังระบุถึงสนธิสัญญาว่าด้วยการกำหนดเขตแดน แต่ไม่ระบุถึงคำพิพากษาปี 2505 เอ็มโอยู 2543 จึงเป็นหลักฐานที่ไม่ต้องสงสัยว่าเรื่องเขตแดนในบริเวณปราสาทจะต้องได้รับการแก้ไขโดยสอดคล้องกับพันธกรณีทางสนธิสัญญา และเป็นเอกเทศจากคำพิพากษาเมื่อปี 2505
ใช้เอกสารปลอม-ตัดต่อข้อมูล
"แม้ว่ากัมพูชาจะเน้นเรื่องการเคารพต่อศาล แต่กัมพูชากลับดำเนินการในทางที่ไม่เหมาะสมทางคดีเพื่อทำให้ศาลเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ อาทิ การเสนอหลักฐานเดียวที่พิสูจน์พื้นที่ที่อ้างว่าเป็นพื้นที่พิพาทเดิมประมาณ 4.5 ตารางกิโลเมตร กล่าวคือร่างแผนที่ ซึ่งหนึ่งในร่างดังกล่าวปรากฏอยู่ในหน้าก่อนหน้า 77 ของคำตอบแก้ของกัมพูชา (คำชี้แจงที่เป็นเอกสาร) ซึ่งเป็นการปลอมแปลงแผนที่ฉบับที่ 3 และ 4 ของภาคผนวก 49 ของคำให้การแก้ฟ้องของไทยที่นำมาตัดต่อซ้อนกันในทางที่ผิดวัตถุประสงค์"
"นอกจากนั้นยังได้แถลงอย่างผิดๆ เกี่ยวกับหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งแผนที่ภาคผนวก 1 ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นแผนที่ที่แนบคำขอแรกเริ่มของกัมพูชา แต่กลับถูกนำไปอ้างในเวบไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชา ณ กรุงปารีส ว่าเป็นแผนที่ที่ได้รับการรับรองจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศว่าเป็นภาคผนวก 1 ของคำพิพากษา ทั้งยังเสนอแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อศาลคนละฉบับกับที่ได้เสนอในคำขอแรกเริ่ม ซึ่งแน่นอนว่าต่างแสดงว่าปราสาทอยู่ในฝั่งกัมพูชา แต่เส้นเขตแดนที่แสดงในแผนที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ"
นายวีรชัย ยังกล่าวในตอนท้ายด้วยว่า คำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2554 สิ่งสำคัญที่สุดคือป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินในบริเวณพื้นที่พิพาท ปรากฏว่าตั้งแต่ศาลออกมาตรการชั่วคราว ก็ได้รับการเคารพทั้งกัมพูชาและไทย ไม่มีการปะทะกันบริเวณนั้น ไม่มีการสูญเสียชีวิตหรือเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในบริเวณนั้นอีกต่อไป สถานการณ์ในพื้นที่เป็นไปอย่างปกติสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของคำสั่งศาลทุกประการ





