ก้าวย่าง "คดีโรงพักทดแทน" นับจากนี้ต้องจับตาดูอย่างชนิดเกาะติด
เมื่อ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) มีมติรับเรื่อง "คดีโรงพักทดแทน" ไว้พิจารณา พร้อมกับตั้ง "คณะอนุกรรมการไต่สวน" โดยมี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน
ทั้งนี้ "ความต่าง" ของคดีโรงพักทดแทนเมื่อครั้งที่คดียังอยู่ในมือของ "ดีเอสไอ" กับเมื่อคดีเข้าสู่ "ป.ป.ช." อยู่ตรงที่ว่า "ดีเอสไอ" เป็นหน่วยงานที่อยู่ในฝ่ายบริหาร ทำให้ถูกมองว่ารัฐบาลใช้คดีนี้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม คือ คนพรรคประชาธิปัตย์
แต่เมื่อมาถึง ณ เวลานี้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็น "องค์กรอิสระ" และไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้รับคดีนี้ไว้พิจารณาและตั้ง "คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง" ขึ้นมา จึงไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว
คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 5 คน เป็นนักการเมือง 2 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่วนอีก 3 คน เป็นข้าราชการประจำ คือ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์, พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว และ พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ
สำหรับกรณีของนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ สืบเนื่องจากดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนคดีมาให้ ป.ป.ช. โดยกล่าวหาว่า นายอภิสิทธิ์ ขณะที่เป็นนายกฯ และนายสุเทพ ขณะที่เป็นรองนายกฯ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่กำหนดประมูลโรงพักแยกเป็นรายภาค แต่กลับเปลี่ยนเป็นการประมูลแบบรวมศูนย์สัญญาเดียว เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
นอกจากนี้ดีเอสไอ ยังกล่าวหาเฉพาะนายสุเทพ ว่ามีความความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (ฮั้วประมูล) อีกด้วย
และ ดีเอสไอ ยังได้ดำเนินคดีกับนายพิบูลย์ อุดมสิทธิกุล นายจตุรงค์ อุดมสิทธิกุล และ นายวิศณุ วิเศษสิงห์ ซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเมนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในข้อหาฉ้อโกง และความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล โดยในส่วนคดีของบริษัท พีซีซีฯ ยังอยู่ที่ ดีเอสไอ
ส่วนกรณีของข้าราชการประจำ สืบเนื่องจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการไต่สวนชี้มูลความผิดข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 กับตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการสร้างอาคารโรงพัก จำนวน 396 แห่ง แต่ไม่ยกเลิกสัญญาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ประกอบด้วย พล.ต.ท.สุพร พันธุ์เสือ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง สตช. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.
สำหรับการไต่สวนข้อเท็จจริง จะเริ่มจากทาง ป.ป.ช.ติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้เข้ามาเป็นคณะอนุกรรมการร่วมไต่สวน โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนจะมีประมาณ 8 คน และเมื่อได้คณะอนุกรรมการไต่สวนครบถ้วนแล้ว ทางคณะอนุกรรมการจะเริ่มเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจงและให้ข้อมูล คาดว่าคดีนี้จะเริ่มไต่สวนได้ในเดือนพ.ค. นี้ และเมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนเสร็จสิ้น ก็จะรวบรวมข้อเท็จจริงในคดีทั้งหมดพร้อมกับทำความเห็นในคดีด้วยว่า เห็นควรชี้มูลความผิดใครหรือไม่ เพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ได้ชี้ขาดต่อไป
สำหรับโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทนทั่วประเทศจำนวน 396 หลัง วงเงิน 6,672,000,000 บาท ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เริ่มทำสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างเมื่อ 26 มี.ค. 2554 และครบกำหนดก่อสร้างตามสัญญา 17 มิ.ย. 2555 แต่มีการต่อสัญญา 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 3 ครบกำหนด 14 มี.ค. 2556 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลที่แล้ว
ปัญหามาแดงขึ้นเมื่อ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส. พรรครักประเทศไทย เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาว่า ร.ต.อ.เฉลิม บกพร่องในการดูแลกำลังพล เพราะตำรวจนับหมื่นนายทั่วประเทศไม่มีโรงพักเพื่อใช้ทำงาน เนื่องจากโครงการก่อสร้างโรงพักทดแทน ไม่แล้วเสร็จตามกำหนด
โดยโครงการนี้มีผู้รับเหมาที่ได้สัญญาไปเพียงรายเดียว คือ บริษัท พีซีซีฯ ทั้งที่ก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอแยกประมูลเป็นรายภาคเพื่อความรวดเร็ว แต่มีการเปลี่ยนภายหลังให้รวมทุกโครงการเป็นสัญญาเดียว
ต่อมาวันที่ 24 ธ.ค. 2555 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนทั่วประเทศ จำนวน 396 หลังนี้เข้าร้องเรียนต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ว่าน่าจะเข้าข่ายทุจริตและฮั้วประมูล ซึ่งหลังจากรับเรื่องนายธาริต ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว จนนำมาซึ่งการสรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.ในที่สุด
สำหรับความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 มีโทษจำคุกตั้ง 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด จำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำผิด จำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนโทษปรับถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำผิด ปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท แต่ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทำผิด ปรับตั้งแต่ 140,000-400,000 บาท
คดีนี้จึงน่าระทึก!!...ชวนติดตาม





