วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เกียรติ'หวั่นรื้อรธน. เอื้อสัญญาสัมปทานน้ำมัน

"เกียรติ"หวั่นรื้อรธน.มาตรา190 ส่อเลี่ยงการตรวจสอบ ผลประโยชน์ก้อนใหญ่จ่อคิว สัญญาสัมปทาน พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล กับประเทศเพื่อนบ้าน

นายเกียรติ สิทธีอมร รองนายกรัฐมนตรีเงาและส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 โดยอ้างว่าเพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นนั้น เป็นเพียงถ้อยคำที่สวยหรู แต่ข้อเท็จจริงแล้วเนื้อหาที่รัฐบาลแก้ไขในหลายมาตรา ยังมีคำถามและข้อกังขาว่าจะมีวาระซ่อนเร้น หมกเม็ดอะไรเอาไว้หรือไม่ โดยเฉพาะการแก้สาระสำคัญของมาตรา 190 ให้ผิดไปจากเจตนารมย์เดิมของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้การทำพันธสัญญา ที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรืออธิปไตย รวมทั้งข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการค้า การลงทุน และงบประมาณ ต้องขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส ไม่ใช่ปกปิดข้อมูลเพื่อต่อรองผลประโยชน์

ทั้งนี้ ข้ออ้างที่ฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นมา คือมาตรา 190 ก่อให้เกิดผลเสียต่อประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมทำให้ฝ่ายบริหารทำงานไม่สะดวก ต้องมีขั้นตอนยุ่งยาก ล่าช้า ทั้งที่ความจริงแล้วการนำข้อตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ มาเปิดเผย ขออนุมัติจากสภาฯ ถือเป็นเครื่องมือในการรตรวจสอบและถ่วงดุลที่ดีมาก หลายประเทศทั่วโลกต่างมีกฎหมายออกมาในลักษณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งทุกประเทศไม่เคยมีปัญหาร้ายแรง อย่างที่รัฐบาลนี้กล่าวอ้าง ตรงกันข้าม กระบวนการดังกล่าวกลับเป็นประโยชน์สำหรับฝ่ายบริหาร เพราะจะทำให้กรอบความตกลงต่างๆผ่านความเห็นชอบจากกระบวนการที่ชัดเจนและหนักแน่น ช่วยให้การเจรจาระมีน้ำหนักมากขึ้น หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถอธิบายต่อคู่เจรจาได้ถึงที่มาที่ไป เหตุผลและความจำเป็นในการปรับปรุงหรือคงไว้ในเนื้อหาของข้อตกลง ว่าเกิดจากความเห็นของตัวแทนคนไทย ไม่โอนเอนหรือแก้ไขตามแรงกดดันของฝ่ายใด

นายเกียรติ กล่าววว่า อีกประเด็นสำคัญคือรัฐบาลพยายามตัดเงื่อนไขเรื่องการทำหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อ "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" เพื่อจะไม่ต้องเสนอขออนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศอย่างมหาศาล โดยเฉพาะเรื่องของ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" ที่เคยเป็นข่าวว่ารัฐบาลชุดนี้หรือบุคคลที่อยู่นอกประเทศ มีการเจรจากับผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ในการทำข้อตกลงร่วมกัน และเตรียมให้สัมปทานพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลด้านอ่าวไทย ซึ่งมีทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยเฉพาะก๊าซและน้ำมัน ให้แก่บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่

"ถ้าแก้ไขมาตรา 190 ได้เมื่อไหร่ เท่ากับว่าข้อตกลงในการให้สัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ยังมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้ง จะไม่ต้องผ่านการตรวจสอบโดยรัฐสภา เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแบบเบ็ดเสร็จ ไร้รอยต่อจริงๆ ผลประโยชน์มหาศาลที่คนไทยควรได้รับ อาจถูกปกปิด ซ่อนเร้น ขาดความโปร่งใส แฝงไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้องทันที"นายเกียรติระบุ

ที่ผ่านมาในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีปี 2554 พรรคประชาธิปัตย์ได้เห็นความสำคัญของเจตนารมย์ของมาตรา 190 และพยายามสร้างความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปิดทางให้มีการออกกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ที่มีผล กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง แก้ปัญหาการ "ตีความ" ว่าหนังสือสัญญาใดควรต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามาตรา 190 บ้าง รวมทั้งกำหนดให้มีการช่วยเหลือ เยียวยาแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาและความตกลงต่างๆ เช่น การลดภาษีตามกรอบเอฟทีเอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ ยังไม่พบว่าฝ่ายรัฐบาลพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับเร่งรัดให้มีการแก้ไขสาระสำคัญของมาตรา 190 แบบข้ามขั้นตอน ทั้งๆที่ในข้อเท็จจริงแล้ว มาตรานี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ แต่อาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายอื่นๆของรัฐบาล ก็เป็นสิ่งที่สังคมคงต้องช่วยกันติดตามและตรวจสอบต่อ