ป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ "ยิ่งลักษณ์" ไม่แจ้งทรัพย์สินเท็จ ปมปล่อยกู้ 30 ล้านบาทให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด
นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป.ป.ช. แถลงถึงผลการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช. ถึงกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีที่ให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฯของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามีนอกสมรส กู้ยืมเงินจำนวน 30 ล้านบาท ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้แจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการร ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 54 และกรณีเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ส.ค.54 ในรายการระบุเงินให้กู้ยืม ระบุให้บริษัท แอ็ด อินเด็กซ์ จำกัด กู้ยืมเงินรวม 30 ล้านบาท และทางบริษัทได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ รวม 3 ครั้ง ได้แก่ ฉบับที่ 1 วันที่ 6 ต.ค.49 จำนวน 20 ล้านบาท ฉบับที่ 2 วันที่ 9 มี.ค.50 จำนวน 5 ล้านบาท และฉบับที่ 3 วันที่ 13 มี.ค.50 จำนวน 5 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 30 ล้านบาท
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า ในเรื่่องดังกล่าว ได้ตั้งประเด็นตรวจสอบไว้ 5 ประเด็น คือ 1. ปี 2549 ไม่ปรากฏกาารกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นในบัญชีงบดุลของบริษัท แอ็ด ฯ แต่ในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าปล่อยกู้ให้้บริษัทนี้กู้ ในวันที่ 6 ต.ค.50 จำนวน 20 ล้านบาท เหตุใดจึงไม่ปรากฏในงบดุลปี 49 แต่ปรากฎในงบดุลของบริษัทฯในปี 50 รายการเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่นรวม 30 ล้านบาท 2.บริษัทฯชี้แจงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่นในแต่ละปีแตกต่างกัน โดยในปี 50 ทางบริษัทฯ แจ้งอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.50 - 3.75 % ต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ แจ้งต่อ ป.ป.ช. คิดดอกเบี้ยตามประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3. ตั๋วงสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ แม้ลงวันที่ออกตั๋วและจำหน่ายจำนวนเงินที่แตกต่างกัน แต่รูปแบบ ถ้อยคำ ข้อความรายละเอียดเหมือนกันทุกประการ 4. ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่วันที่ 6 ต.ค.49 ,วันที่ 9 มี.ค.50 และวันที่ 13 มี.ค.50 แท้จริงแล้วทำขึ้นวัันเดียวกันหรือไม่ และ5. รายการเงินให้กู้ยืมส่อเป็นนิติกรรมอำพราง โดยข้อมููลที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ขัดแย้งกับข้อมูลการกู้ยืมเงินของ บริษัทฯ ส่อเป็นการแจ้งบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ หรือไม่
นายกล้านรงค์ กล่าวต่อว่า พนักงาน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบสรุุปได้ว่า บริษัท แอ็ด ฯ จดทะเบียบก่อตั้งบริษัทฯเมื่อวันที่ 23 พ.ค.40 ประกอบธุรกิจให้เช่าอพาร์ทเม้น ชื่อ "ยู คอมเพล็กซ์" ซึ่งกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัทฯมี 3 คน คือ นายอนุสรณ์ น.ส.นัทธฤทัย คล่องคำนวนการ และน.ส.สุมิตรา อิงคผาติ โดยเงินกู้ยืมเงินจากน.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 3 ครั้งรวม 30 ล้านบาท ครั้งที่ 1 วันที่ 6 ต.ค.49 จำนวน 20 ล้านบาท กู้เพื่อ ชำระหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ฉบับที่ 2 วันที่ 9 มี.ค.50 จำนวน 5 ล้านบาท กูู้เพื่อ ใช้หวุนเวียนของบริษัทฯ และฉบับที่ 3 วันที่ 13 มี.ค.50 จำนวน 5 ล้านบาท กู้เพื่อ ชำระหนี้เงินเบิกเกินบัญชี ขณะที่สถานที่ออกตั๋วและรูปแบบตั๋วสัญญาใช้เงิน ทั้ง 3 ฉบับ ทำขึ้นที่บริษัท แอ็ด ฯ ซึ่งตั๋วสัญญาใช้้เงินทั้ง 3 ฉบับ ทำขึ้นตามวันที่มีการกู้ยืมเงินกัน ส่วนรููปแบบของตั๋วสััญญาใช้เงินที่เหมือนกัน เนื่องจากรูปแบบของตั๋วสัญญาที่ทำขึ้นตามกฎหมายกำหนด ดังนั้นสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ จึงมีรููปแบบและเนื้อความคล้ายกัน จะแตกต่างกันตรงตัวเเลขที่ตั๋ว วันที่ออกตั๋ว และเงินในตั๋วสััญญาใช้เงินเท่านั้น
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนงบการเงินของบริษัทแอ็ด ฯ กรณีงบดุลของบริษัทฯ มีรรอบระยะเวลาเริ่่มวันที่ 1 พ.ค. สิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย. ของปีถัดไป ดังนั้นการกู้ยืมเงินจากน.ส.ยิ่งลัักษณ์ จำนวน 30 ล้านบาท บริษัทได้้เริ่มกู้ยืมเงินวันที่ 6 ต.ค.49 ถึงวันที่ 13 มี.ค.50 ดังนั้น งบดุลปี 49 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 เม.ย. 49 จึงไม่ปรากฎข้อมูลเงินกูู้ยืมจากบุคคลอื่น แต่จำนวนเงินกู้ยืมทั้งหมดจะมาปรากฎในงบดุลปี 50 สิ้นสุุด ณ วันที่ 30 เม.ย.50 จำนวน 30 ล้านบาท ในรายการเงินกูู้ยืมระยะยาว
ขณะที่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยกรณีที่ตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ ไม่่ตรงกับงบดุลปี 50 ขอองบริษัทแอ็ดฯ สรุปคือ ในตั๋วสัญญาใช้เงินกำหนดดอกเเบี้ยในอัตราเงินฝากประจำ 1 ปีของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่ในงบดุลของบริษัทฯ วันที่ 30 เม.ย.50 กำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่นในอัตราร้อยละ 2.50 - 3.75 ต่อปี เหตุุที่ดอกเบี้ยไม่ตรงกัน เนื่องจากในครั้งแรกบริษัทแอ็คฯ ตกลงกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการกู้เงินว่า จะขอคิดดอกเบี้ยในอัตราเงินฝสากประจำ 1 ปี ของธธนาคารนกรุุงไทย จำกัด (มหาชน) แต่หลังที่มีีการกู้เงินกันแล้ววและะออกตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 3 ฉบับ ดังกล่าว ทางบริษัท แอ็ดฯ ได้ตกลงกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกี่ยวกับดอกเบี้ยใหม่ โดยได้ข้อตกลงว่า เงินกู้จำนวน 20 ล้านบาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับแรก ขอคิดอัตารดอกเเบี้ยใน 2 ปีแรก ในอัตราร้อยละ 2.50 ต่อปี ส่วนในปีต่อไปให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามที่ปรากฎตามตตั๋วสัญญาใช้เงิน ส่วนเงินกูู้อีก 2 ฉบับ ได้ตกลงกันว่า ให้คิดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาาชน) ซึ่งในปี 50 อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี ดังนั้น การจัดทำงบดุลของบริษัท แอ็ดฯ ในปี 50 มีอัตราดอกเบี้ยหลายอัตราการบันทึกอัตราดอกเบี้ยในนรายการงบดุล จึงต้องลงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุุด คือร้อยละ 2.50 และสูงสุด คือร้อยละ 3.75 ต่อปี ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การบันทึกอัตราดอกเบี้ยในนหมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทฯ จึงต้องลงว่า การกูู้เงินระยะยาวของบริษัท ในรายการเงินกู้ยืมจากบุคคลอื่น มีอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ร้อยละ 2.50-3.75 ต่อปี
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาจากบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและเอกสารทั้งหมด วินิจฉัยได้ว่า กรณีรายการเงินให้กู้ยืมของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ให้บริษัท แอ็ดฯ กู้ยืมจำนวน 30 ล้านบาทนั้นมีอยูู่จริง ดังนั้นกรณีที่ปรากฎเป็นข่าว ยังฟังไม่ได้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรััพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 263 วรรค 1 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 42 มาตรา 34
นายกล้านรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้ตรวจสอบรายการเงินฝากในบัญชีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายอนุสรณ์ รวมทั้งบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รายการสิทธิและสัมปทาน รายการเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น และทุกรายการแล้วเห็นว่า ไม่มีพฤติการณ์ที่จะฟังได้ว่าจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและะหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกติข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติเอกฉันท์ รับทราบและเก็บข้อมูลไว้ประกอบการรพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้ก่อนการแถลงข่าว นายกล้านรงค์ ยืนยันว่าการพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การกดดันใดๆทั้งๆสิ้น


