"อักขราทร"ชี้ศาลรธน.ตรวจสอบทุกฝ่ายที่ทำขัดต่อรธน.ได้ ซัดอัยการทำให้ประชาชนมั่นใจในการทำหน้าที่ ปัญหาแก้ม.68คงไม่เกิด
นายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด ปาฐกถาหัวข้อ“บทบาทของกฎหมายต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย” และมอบรางวัลบทความด้านกฎหมายดีเด่น เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่สถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ จัดขึ้น โดยนายอักขราทร กล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ร้อน พูดอะไรไปอาจไม่สร้างสรรค์อะไรให้สังคมมากนัก ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจภาคประชาชน จะมุ่งหวัง คน กลุ่มบุคคล องค์กร มาทำหน้าที่คงไม่สำเร็จ เราปล่อยปละปัญหาไว้นานเกินไป สิ่งเหล่านี้เกิดในประเทศอื่นมากมาย โชคดีที่เขามีผู้บริหารหรือกลุ่มที่มีหน้าที่ สามารถผลักดันให้สังคมเกิดความรู้ และเข้าใจปัญหาสามารถตัดสินใจของเขาได้ เขาก็ผ่านพ้นวิกฤติ
แต่บางประเทศก็ไม่ได้เลย ถึงขนาดล้มลุกตั้งต้นกันใหม่ เราไม่ปรารถนาให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นเคยมีนักวิชาการคนหนึ่งออการะบุว่าการทำหน้าที่ขององค์กรตุลาการ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ จะไปตรวจสอบการทำหน้าที่องค์กรนิติบัญญัติได้อย่างไร ตนแปลกใจมากที่ออกมาพูดเช่นนี้ เพราะยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาด รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้ ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบทุกว่ากระทำขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายอักขราทร กล่าวว่า คิดว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาเรื่ององค์ความรู้ กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ระดับพื้นฐาน ซึ่งคนที่ไม่รู้กฎหมายและคิดว่าตนเองเป็นตัวแทนประชาชน จะมีใครมาเหนือกว่าตนไม่ได้ แต่ในระบบรัฐสภานั้นต้องมีองค์กรคอยตรวจสอบการทำหน้าที่ คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่านักกฎหมายเป็นผู้ที่ทำให้แตกแยก แต่แท้จริงแล้ว กฎหมายนั้นมีชีวิต คนที่ใช้กฎหมายต้องเข้าใจกฎหมายอย่างแท้ ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือออก แล้วจะตีความกฎหมายได้ เมื่อเราอยู่ในระบบกฎหมายใด ต้องหาวิธีคิดวิธีใช้ เพื่อปรับตัวให้เข้าระบบ70-80 ปี ที่ผ่านมา การตีความกฎหมายเป็นปัญหาอย่างมาก ดังนั้นตนคิดว่าการให้ความรู้กับประชาชน ในด้านกฎหมายป็นสิ่งสำคัญ ปัญหาในบ้านเมืองเราขณะนี้เกิดขึ้นเพราะการไม่พูดคุยกันด้วยข้อเท็จจริงที่กว้างขวาง หนังสือบันทึกเจตนารมย์รัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 3วรรค 2 ที่ระบว่าการทำหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมพื้นฐานของหลักนิติธรรมนี้ หมายถึงการใช้อำนาจของทุกองค์กร ต้องยึดตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญนี้เป็นสำคัญ ดังนั้นกฎหมายไม่ใช่เรื่องของผู้พิพากษาและตุลาการ แต่เป็นเรื่องทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ต้องมีความเข้าใจและปฏิบัติตตามหน้าที่ ที่กฎหมายให้อำนาจไว้ คือต้องซื่อสัตย์ สุจริตในหน้าที่ของตน ปัญหาต่างๆ จะลดลงได้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้มองว่าสวนทางกับหลักนิติธรรมนิติรัฐหรือไม่ นายอักขราทร กล่าวว่า ทั้งหมดที่ทำอยู่ ต้องถามว่าเป็นประโยชน์ตามหลักกฎหมายหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เวลาฟังเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร พูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ หรือสภาต้องตรวจสอบการทำหน้าที่ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญที่คุ้มครองประชาชน ดังนั้นการออกกฎหมายอะไรก็ตามก็อย่าล้มล้างอำนาจในรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ ส่วนที่มีการเสนอแก้ไขมาตรา68 ตนมองว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่ากลไกที่มีอยู่ที่ให้ประชาชนสามารถยื่นผ่านอัยการ หรือศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น ก็เป็นการเขียนตัวบทกฎหมายเพื่อยอมรับในกติกา กรณีของอัยการหากประชาชนมั่นใจในองค์กรนี้ว่ามีความยุติธรรมและตรงไปตรงมา โดยไม่มีการประวิงเวลา หรือทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจ ปัญหาเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความรุนแรงหรือไม่นั้นเรื่องนี้ตนตอบไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการติดตามประเด็นดังกล่าว ซี่งบางกลุ่มที่ได้ติดตามประเด็น แล้วเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็คงจะมีจะมีปฏิกิริยา ส่วนคนที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารคงคิดว่าปัญหาดังกล่าว คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ในยุคนี้ตนมองว่าเป็นการเชื่อถือตัวบุคคลเหมือนสิ่งศักดิ์ จะทำถูกหมด ไม่ดูเหตุผล ตนไม่อยากคิดในแง่ร้าย หากเราไม่แสดงความรู้สึกให้เห็นว่าอะไรคือความถูกต้อง ปล่อยไปเฉยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหายนะของสังคม





