"อภิสิทธิ์"ย้ำไม่ได้ขวางการพัฒนาประเทศ เตรียมชำแหละเงินกู้2.2ล้านล้านบาท ใน3ประเด็นหลัก เชื่อทำเพื่อหวังผลทางการเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านว่า หน้าที่ของฝ่ายค้านคือ การทำหน้าที่ให้เข็มเข็ง ซึ่งยืนยันว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นรถไฟ ถนน การขนส่ง ที่รัฐบาลบอกว่า จะต้องใช้เงิน 2 ล้านล้าน บาท ทำภายใน 7 ปี ไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายเงินกู้ฉบับนี้ ที่ต้องย้ำเพราะว่า มีความพยาม จะเบี่ยงเบนว่า ฝ่ายค้านขัดขวางการพัฒนา หรือทำไปเพื่อหวังผลทางการเมือง ทั้งที่ไม่มีอะไร ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้รัฐบาลมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ หลีกเลี่ยงการใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ซึ่งการอภิปรายจะเริ่มขึ้นฝ่ายค้านก็จะชี้ให้เห็นถึงทางเลือกที่มันมีอยู่ และอันตรายที่จะเกิดขึ้นหากไปตามกระบวนการนี้ หากร่างพ.ร.บ.เงินกู้ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯก็ต้องไปไล่ตรวจสอบเรื่องการใช้เงินเพราะว่าการกู้เงินนี้ตามแผนก็จะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 7 ปี แต่ว่าใช้หนี้กันก็ 50 ปี ซึ่งตนก็ไม่ค่อยกล้าจะพูดชาตินี้ ชาติหน้า จะใช้หนี้หมดหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าว การอภิปรายของฝ่ายค้านจะมีส.ส. 40 คน ซึ่งต้องมาดูกันในรายละเอียด แต่หลัก ๆ อภิปรายให้เห็นถึงผลกระทบทางด้านการเงินการคลัง การอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับตัวโครงการบ้าง และความโปร่งใส โดยแต่ละหัวข้อมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงท่าทีของรัฐบาล หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยตลอดมา ที่เคยประกาศไว้ชัดว่า จะไม่กู้เงิน แต่วันนี้กลายเป็นแชมป์เงินกู้ไปแล้ว และจะเป็นการกู้ครั้งใหญ่ที่สุด ส่วนกรณีที่สว. เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการออกพ.ร.บ. ฉบับนี้อาจขัดมาตรา 169 ก็เป็นเรื่องของขั้นตอนของการที่จะไปตรวจสอบในแง่ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยจะยื่นก็ต่อเมื่อกฎหมายเสร็จจากสภาแล้ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะเท่าที่ฟังจากรัฐบาล ก็เหมือนกับว่า จะผ่านสภาในเดือนกันยายน แต่แน่นอนในประเด็นที่ตนพูดในช่วงแรกถึงผลกระทบทางการเงินการคลัง มันก็มีแง่มุมว่า การทำอย่างนี้มันชอบด้วยเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไร กับระบบการเงินการคลังที่เรามีกฎหมายหลัก ๆ อยู่หลายฉบับที่กำกับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายวิธีงบประมาณ หรือว่าจะเป็นกฎหมายหนี้สาธารณะ
เมื่อถามว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ระบุว่า อย่าเอาความกลัวมาแช่แข็งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แปลกใจมาก เราได้คุยกับนายชัชชาติไปอย่างชัดเจนแล้วว่า โครงการต่าง ๆ เราสนับสนุนแต่บางเรื่องก็มีการท้วงติง เช่น โครงการรถไฟความเร็ว ที่บอกว่า จะทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโลก แต่โครงการนี้ก็ทำไปไม่ถึง จ. หนองคาย ไม่ถึงประเทศมาเลเซีย เป็นต้น พรรคไม่ขัดความความเจริญ แต่รัฐบาลอย่าเอาความโลภเป็นตัวนำ โลภว่าถ้าทำตรงนี้แล้วจะได้เอาเงินงบประมาณไปถลุงในโครงการที่มันไม่ควรจะไปใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย รั่วไหล หรือมีการทุจริต คดโกงกันอย่างในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นอยากให้กลับไปทบทวนตรงนี้ มันไม่ใช่กฎหมายของกระทรวงคมนาคมแต่เป็นกฎหมายของรัฐบาลที่ให้กู้เงินซึ่งเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง
เมื่อถามว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย กับท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผลักดันร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทเป็นวาระเร่งด่วนกว่ากฎหมายนิรโทษกรรม และมีรมต.และส.ส.บางคนเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ และพ.ต.ท.ทักษิณก็กำชับว่าต้องผ่านกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ หากไม่ผ่านรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญอะไรมากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอบได้ยาก เพราะกฏหมายฉบับนี้เป็นการให้อำนาจพิเศษกับรัฐบาลในการกู้เงิน แต่ว่าแน่นอนที่สุด คือหวังผลในทางการเมือง ที่จะบอกว่ารัฐบาลกำลังผลักดันโครงการต่างๆ เหล่านี้ โดยไม่มาสนใจว่าจะปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือจะอุดความรั่วไหล หรือหยุดยั้งการทุจริตคอร์รัปชั่น30-40%
“ผมเป็นห่วงการสร้างหนึ้ให้ประเทศระยะยาว 50 ปี และการบริหารหนี้ เพราะในอนาคตไม่มีใครรู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น บางทีเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ และมีผลกระทบต่อประเทศไทย สมมติฐานที่วางไว้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปหมด ดังนั้น สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหลักของการบริหารจัดการที่ดีก็คือ ต้องมีการเผื่อไว้เพื่อป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าวหรือโครงการรถคันแรก ที่ต้องหางบประมาณมาเพิ่มจากเดิมที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก กรมบัญชีกลางจะไปใช้เงินคงคลังอีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อจะนำมาใช้คืนภาษีให้ประชาชนที่เข้าโครงการดังกล่าว แล้วการนำเงินคงคลังออกมาจะมีผลกระทบอะไรกับระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วยหรือไม่ “นายอภิสิทธิ์ กล่าว


